Jump to content


Avatar อวาตาร์


44 replies to this topic

#31 janejz

    Advanced Member

  • VIP
  • PipPipPip
  • 1,977 posts
  • Gender:Female
  • Location:비 • 정지훈 • 신민아 • 엠블랙

Posted 24 January 2010 - 09:34 PM

ขอคอนเฟิมว่าหนังหนุกมากกกกกกกกคะ

ไปดูมาแล้ว 3 รอบ ฮ่าๆๆ

รอบแรกไปดู imax มาก อลังการมาก อีก 2 รอบไปดู 3d

ภาพสวยมากกกกกก อยากไปเดินในแพนดอร่าซักอาทิตย์จริงๆ :lol:

อีกอย่างที่เราชอบคือ หนังสื่อออกมากให้คนดูเห็นกันอย่างโจ่งแจ้งถึงความเห็นแก่ตัวของคน
ไม่ต้องให้คนดูคิดอะไรมากมาย เหมือนพวกหนังลึกซึ้งที่นักวิจารย์บอกว่าให้ข้อคิดดีอย่างนั้นอย่างนี้ แต่คนธรรมดาที่ไม่ใช่นักวิจารณ์ดูแล้วจะไม่เก็ต

ปล. ถ้ามีโอกาสก็อยากไปดูอีกซักรอบก่อนจะออกจากโรง ฮ่าๆๆๆ ดูไปดูมาแล้วรู้สึกว่า เจคที่เป็นอวาตารหล่อกว่าตัวจริงอ่ะ ฮ่าๆๆๆๆ :D

ปล 2 เห็นรูป เนย์ทีรี่ (นางเอก) ที่พรมแดงแล้วชอบจัง


ขอบคุณสำหรับรูปและข่าวคะ :D

user posted image user posted image


#32 abalone

    Advanced Member

  • Members
  • PipPipPip
  • 940 posts
  • Location:believe in RAIN

Posted 25 January 2010 - 10:18 AM

อีก2ล้าน 'อวตาร'ทำสถิติ'ไททานิก'
วันจันทร์ ที่ 25 มกราคม 2553 เวลา 9:53 น

Posted Image

'อวตาร'ยังแรงติดอันดับ1บ็อกซ์ออฟฟิศ สัปดาห์ที่6ติดต่อกัน ขาดอีก2ล้านทำสถิติ 'ไททานิก'

“อวตาร”ภาพยนตร์แบบ 2 มิติและ 3 มิติของเจมส์ คาเมรอน ผู้กำกับมือทอง ยังคงเดินหน้าเพื่อสร้างสถิติใหม่ให้กับโลกภาพยนตร์ และกำลังใกล้โค่นแชมป์เก่า ”ไททานิก” ซึ่งเป็นหนังที่ทำรายได้สูงสุดตลอดกาลในเร็วๆ นี้

โดยอวตาร ยังติดอันดับ 1 บ็อกซ์ออฟฟิศเป็นสัปดาห์ที่ 6 ติดต่อกัน ทำรายได้เพิ่มขึ้นอีก 36 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ส่งผลให้ตอนนี้อวตารกวาดรายได้ในอเมริกาแล้วทั้งสิ้น 552.8 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และเมื่อรวมทั้งสิ้นจากการฉายทั่วโลก อวตารกวาดรายได้แล้ว 1,841 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งขาดอีกเพียง 2 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ก็จะทำสถิติเท่ากับไททานิก ที่ทำรายได้สูงสุด 1,843 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

ด้าน พอล เดอร์การาเบเดี้ยน นักวิเคราะห์บ็อกซ์ออฟฟิศจากฮอลลีวู้ด ดอท คอม เปิดเผยว่า เรากำลังจะได้เห็นประวัติศาสตร์หน้าใหม่ของบ็อกซ์ออฟฟิศ นอกจากนี้ จากการที่อวตารเพิ่งคว้ารางวัลลูกโลกทองคำจากสาขาภาพยนตร์ยอดเยี่ยมและผู้กำกับยอดเยี่ยม ทำให้อวตารกลายเป็นตัวเก็งที่จะพิชิตรางวัลออสการ์เช่นกัน.


http://dailynews.co.th/newstartpage/index....contentID=44732

#33 SarangLBY

    Advanced Member

  • Members
  • PipPipPip
  • 8,562 posts

Posted 25 January 2010 - 11:35 AM

AVATAR : ปักธง!..อันดับที่ 2 หนังทำเงินสูงสุดตลอดกาล ในอเมริกา

ตารางหนังทำเงินสูงสุดในอเมริกาต้องสนั่นสั่นสะเทือนอีกครั้ง

เมื่อรายได้สุดสัปดาห์ 3 วัน อย่างไม่เป็นทางการของ AVATAR อยู่ที่

36,000,000 ล้านเหรียญ สหรัฐ !!!

ซึ่งเป็นผลประกอบการมาจาก

วันศุกร์ $9,100,000
วันเสาร์ $16,475,000
วันอาทิตย์ $10,425,000

ซึ่งแน่นอนว่า AVATAR แซง The Dark Knight ไปเมื่อวันเสาร์ ด้วยรายรับรวม $542,372,000

และสรุปยอดรายรับรวมถึงวันอาทิตย์(อย่างไม่เป็นทางการ)

อยู่ที่ $552,797,000

#34 abalone

    Advanced Member

  • Members
  • PipPipPip
  • 940 posts
  • Location:believe in RAIN

Posted 27 January 2010 - 09:31 AM


"Avatar" เป็นหนังทำเงินสูงสุดตลอดกาล ลบสถิติ "Titanic" เรียบร้อยแล้ว

Posted Image

Posted Image

มีรายงานว่าหนังฟอร์มใหญ่แห่งปี "Avatar" สามารถทำรายได้ทั่วโลก แซงหน้า "Titanic" ขึ้นเป็นหนังทำเงินสูงสุดตลอดกาลแล้ว

20th Century Fox ออกมาประกาศเมื่อวันอังคารที่ผ่านมาว่า Avatar หนังไซไฟของผู้กำกับ เจมส์ คาเมรอน สามารถทำรายได้จากการฉายทั่วโลกผ่านตัวเลขสถิติเดิมของหนัง Titanic ได้สำเร็จ

ถึงวันจันทร์ที่ 25 ม.ค. Avatar สามารถเก็บเงินไปได้ทั้งสิ้น 1.859 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ เอาชนะตัวเลขที่ Titanic ซึ่งออกฉายเมื่อปี 1997 เคยทำได้ที่ 1.843 พันล้านเหรียญฯ

ขณะนี้ยังเหลือสถิติรายได้สูงสุดในสหรัฐฯ เท่านั้น ที่ Titanic ยังครองเอาไว้ด้วยตัวเลข 600.8 ล้านเหรียญฯ ซึ่งคาดการณ์กันว่า Avatar ที่ทำเงินในประเทศบ้านเกิดเป็นอันดับ 1 ติดต่อกันมา 6 สัปดาห์ ก็น่าจะทำลายสถิติตัวเลขนี้ได้เช่นเดียวกัน โดยขณะนี้หนังทำเงินในสหรัฐฯไปแล้วทั้งสิ้น 554.9 ล้านเหรียญฯ ขณะที่นอกสหรัฐฯ หนังทำรายได้ไปแล้ว 1.3 พันล้านเหรียญฯ

EW.com ยังให้ข้อมูลว่าความสำเร็จส่วนหนึ่ง ต้องให้เครดิตไปที่การฉายในระบบ 3 มิติ โดยเฉพาะในการฉายในประเทศบ้านเกิด ที่รายได้จากโรง 3-D เก็บเงินได้ร้อยละ 80 ของรายได้ทั้งหมดเลยทีเดียว

Avatar ต้องการอีก 45 ล้านเหรียญสถิติรายได้ในประเทศที่ Titanic ครองมา 12 ปีก็จะถูกทำลายลง และน่าจะเป็นเรื่องไม่ยากเย็นนัก เพราะหนังทำรายได้ตกลงแค่สัปดาห์ละประมาณ 20% ซึ่งเป็นตัวเลขการลดลงที่น้อยมาก แสดงให้เห็นว่าหนังยังเป็นที่สนใจอีกมาก และคงจะยืนโรงฉายไปอีกระยะเวลานานพอสมควร

Avatar ผลงานของ เจมส์ คาเมรอน ที่เขาเริ่มต้นเขียนบทด้วยตัวเองตั้งแต่ปี 1994 ก่อนจะเริ่มลงมือสร้างจริงๆ ในปี 2005 โดยมี 20th Century Fox เป็นผู้จัดจำหน่าย ใช้ทุนสร้างประมาณ 300 ล้านเหรียญฯ และค่าประชาสัมพันธ์อีกประมาณ 150 ล้านเหรียญฯ

http://www.manager.co.th/Entertainment/Vie...D=9530000011718

#35 SarangLBY

    Advanced Member

  • Members
  • PipPipPip
  • 8,562 posts

Posted 28 January 2010 - 09:27 AM

จีนเปลี่ยนชื่อขุนเขาอิงกระแสอวตาร ชี้ทีมงานหนังดังเคยมาถ่ายรูป ก่อนนำไปเนรมิตรเป็นภูเขาลอยฟ้า

[ 27-01-2010 ]

สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่า กลุ่มภูเขาที่มีชื่อว่า เซาเธิร์น สกาย คอลัมน์ หรือ เสาหินแห่งฟากฟ้าแดนใต้ ในเมืองจางเจียเจี้ย ทางตอนใต้ของมณฑลหูหนาน ประเทศจีน ได้ถูกประกาศเปลี่ยนชื่อเป็น อวตาร ฮัลเลลูยาห์ เมาเท่น หรือ ภูเขาฮัลเลลูยาห์ในอวตาร จากคำแถลงผ่านทางเว็บไซต์ของรัฐบาลท้องถิ่นเมืองประจำเมือง


รัฐบาลท้องถิ่นของเมืองจางเจียเจี้ยแถลงต่อว่า กลุ่มภูเขาลอยฟ้าที่ชื่อว่า ภูเขาฮัลเลลูยาห์ ในภาพยนตร์เรื่องอวตารนั้นได้รับแรงบันดาลใจมาจากกลุ่มขุนเขาชื่อดังประจำเมืองแห่งนี้ เพราะช่างภาพจากฮอลลีวู้ดได้เดินทางมาบันทึกภาพขุนเขาดังกล่าวในช่วงสองปีก่อน

รูปภาพที่เขาถ่ายไปกลายเป็นต้นแบบขององค์ประกอบหลายต่อหลายอย่างในหนังเรื่องอวตาร รวมถึงภูเขาลอยฟ้าฮัลเลลูยาห์ด้วย รัฐบาลท้องถิ่นของเมืองจางเจียเจี้ยชี้แจง

ดังนั้น เมืองแห่งนี้จึงแอบอิงตนเองเข้ากับการประสบความสำเร็จอย่างถล่มทลายในระดับโลก รวมทั้งประเทศจีน ของหนังเรื่องอวตาร เพื่อหวังกอบโกยรายได้จากนักท่องเที่ยวนานาชาติ


นักท่องเที่ยวสามารถเข้าร่วม ′ทัวร์มหัศจรรย์สู่ดินแดนแพนดอร่าในอวตาร′ หรือ ′ทัวร์มหัศจรรย์สู่ภูเขาลอยฟ้าในอวตาร′ บริษัทท่องเที่ยวนานาชาติของประเทศจีน สาขา จางเจียเจี้ย ประชาสัมพันธ์ในเว็บไซต์ของตนเอง


เช่นเดียวกันกับรัฐบาลท้องถิ่นของเมืองจางเจียเจี้ยที่ประชาสัมพันธ์ว่า แม้ดินแดนแพนดอร่าจะอยู่ไกล แต่จางเจียเจี้ยกลับอยู่ใกล้พวกคุณ ขอยินดีต้อนรับสู่เมืองแห่งนี้ ซึ่งพวกคุณจะได้พบกับกลุ่มภูเขาฮัลเลลูยาห์ในหนังเรื่องอวตาร และค้นพบโลกที่แท้จริงของดินแดนแพนดอร่า

http://news.popcornfor2.com/file_html/1264...6457390827.html

#36 abalone

    Advanced Member

  • Members
  • PipPipPip
  • 940 posts
  • Location:believe in RAIN

Posted 28 January 2010 - 09:37 PM

อวตาร' คว่ำ 'ไททานิก'

วันพฤหัสบดี ที่ 28 มกราคม 2553 เวลา 0:00 น

Posted Image

ทำรายได้สูงสุดในเมืองไทย

หนังเทศที่ดังมากที่สุดในตอนนี้ ต้องยกให้ “อวตาร” ผลงานเรื่องล่าสุดของ“เจมส์ คาเมรอน” ที่เคยสร้างชื่อเสียงจากภาพยนตร์รักก้องโลก “ไททานิก” เมื่อ 12 ปีที่แล้ว เจมส์ได้หวนคืนกลับมาประกาศความ ยิ่งใหญ่อีกครั้งตั้งแต่วันที่ 17 ธันวาคม 2552 เป็นต้นมา “อวตาร” ทำ รายได้อย่างท่วมท้นมหาศาลด้วยการกวาดเงินไป 263.9 ล้านบาท (นับ ถึงวันที่ 24 มกราคม 2553 และรายได้ยัง ไม่จบโปรแกรม) ทำลาย สถิติรายได้สูงสุดตลอดกาล 213.6 ล้านบาทที่ “ไททานิก” เคยทำไว้ในปี 2541 นับเป็นปรากฏการณ์มหัศจรรย์ที่เกิดขึ้น หลังจากที่ “ไททานิก” ครองแชมป์มาอย่างยาวนาน 12 ปี โดยไม่มีใครโค่นได้เลย

นอกจากนี้ “อวตาร” ยังสร้างสถิติใหม่ในรูปแบบภาพยนตร์ 3 มิติ เมื่อทำลายสถิติรายได้จากโรงไอแม็กซ์โรงเดียวทะลุ 21 ล้านบาท และโรงดิจิตอล 3 มิติมากกว่า 90 ล้านบาท และหลังจากที่ “อวตาร” เข้าฉาย ได้เกิดปรากฏการณ์ “อวตารฟีเวอร์” ด้วยการเป็นหนังที่สร้างกระแสการบอกต่อและปรากฏการณ์ดูซ้ำ คิวการจองตั๋วยาวเหยียดหน้าโรงภาพยนตร์ พลังดึงดูดให้ครอบครัวอุ้มลูกจูงหลาน คนในวัยทำงานพาพ่อแม่สูงวัยมาดูหนังเรื่องนี้ คนจากต่างจังหวัดตีรถเข้ามาในกรุงเทพฯ หรือจังหวัดใกล้เคียงที่มีโรงหนังที่ฉาย “อวตาร” ในรูปแบบ 3 มิติ หรือแม้แต่ภาพคนเข้าคิวซื้อตั๋วที่ยาวเหยียดเป็นร้อยคิวหน้าโรงไอแม็กซ์ที่เต็มทุกรอบ โดยเฉพาะวันหยุดสุดสัปดาห์ หากมาซื้อตั๋วหน้าโรงโดยไม่จองล่วงหน้า ณ เวลาบ่าย 2 ผู้ชมจำเป็นต้องรอไปดูรอบสี่ทุ่ม เพราะรอบก่อนหน้านั้นที่นั่งเต็มหมด รวมถึงการต้องเพิ่มรอบฉายตี 1 ในคืนวันเสาร์

ปรากฏการณ์การครองรายได้อันดับหนึ่งตลอด 6 สัปดาห์ที่เข้า ฉาย และหนังยังได้รับรางวัลลูกโลกทองคำ 2 รางวัลใหญ่ ได้แก่ รางวัลภาพยนตร์ (ดราม่า) ยอดเยี่ยม และผู้กำกับฯ ยอดเยี่ยม ส่งผลให้ “อวตาร” กลายเป็นหนังที่ทำลายสถิติทั้งยอดรายได้ คำวิจารณ์ และรางวัลเกียรติยศจากสถาบันรางวัลใหญ่ระดับโลก

เมื่อจัดอันดับหนังเทศทำรายได้ สูงสุดตลอดกาลในเมืองไทย “อวตาร” จึงอยู่ในอันดับ 1 อย่างสมภาคภูมิ ด้วย รายได้ 263.9 ล้านบาท (ยังไม่จบโปร แกรม), อันดับ 2 คือ “2012” 230 ล้านบาท, อันดับ 3 คือ “ไททานิก” 213.65 ล้านบาท), อันดับ 4 คือ “ทรานส์ฟอร์เมอร์ 2” 201.6 ล้านบาท, อันดับ 5 คือ “แฮร์รี่ พอตเตอร์ แอนด์ ก็อบเล็ท ออฟ ไฟร์” 190.86 ล้านบาท, อันดับ 6 คือ “เดอะ ลอร์ด ออฟ เดอะ ริงส์ : รีเทิร์น ออฟ เดอะ คิง” 184.63 ล้านบาท และเป็นภาพยนตร์ที่ทำรายได้สูงสุดตลอดกาลในเมืองไทยเป็นอันดับ 2 รองจาก “สุริโยไท” ที่ทำรายได้ไป 550 ล้านบาท

ความยิ่งใหญ่เหนือจินตนาการที่ทำให้ทุกคนกล่าวขวัญถึง “อวตาร” ตลอดความยาวกว่า 2 ชั่วโมง 40 นาที ล้วนแล้วแต่สร้างความสุข ความชื่นชมให้กับคนดูทุกคน ทำให้คาดการณ์ได้ว่า “อวตาร” น่าจะยังเดินหน้าสร้างสถิติรายได้ต่อไป และคาดการณ์กันว่าอาจจะทำรายได้ทะลุถึง 300 ล้านบาทเมื่อจบโปรแกรมก็ได้ ถือเป็นการสร้างแชมป์หนังเทศที่ทำรายได้สูงสุดตลอดกาลที่คงต้องรอดูว่าจะต้องใช้เวลาอีก 12 ปีหรือไม่ ที่จะมีหนังเรื่องใหม่มาทำลายสถิติเหมือนที่ “อวตาร” ทำด้วยการคว่ำ “ไททานิก” ลงด้วยอัจฉริยะผู้กำกับที่โลกต้องจารึก “เจมส์ คาเมรอน” นั่นเอง.

http://dailynews.co.th/newstartpage/index....contentID=45269

#37 SarangLBY

    Advanced Member

  • Members
  • PipPipPip
  • 8,562 posts

Posted 02 February 2010 - 11:32 AM

AVATAR ... 2000 ล้านแล้ว

Posted Image


FR : http://www.pantip.com/cafe/chalermthai/top...1/A8836011.html

#38 SarangLBY

    Advanced Member

  • Members
  • PipPipPip
  • 8,562 posts

Posted 03 February 2010 - 08:42 AM

03 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553

"อวตาร"ยังแรง-แชมป์7สมัย

Posted Image

ไม่ใช่เรื่องเหนือความคาดหมายเมื่อหนังดัง "Avatar" (อวตาร) ครองแชมป์หนังทำเงินในบ็อกซ์ ออฟฟิศ ติดต่อกันเป็นสัปดาห์ที่ 7 ทำรายได้เพิ่มในสัปดาห์นี้ไปอีก 30 ล้านเหรียญสหรัฐ

รายได้รวมจากทั่วโลกอยู่ที่ 2.039 พันล้านเหรียญสหรัฐ เป็นหนังทำเงินสูงสุดเรื่องใหม่แซงหน้า "Titanic" (ไททานิก) ไปเรียบร้อย

พร้อมกับกำลังจะทำลายสถิติหนังทำเงินสูงสุดในบ้านเกิดตัวเอง ซึ่งหนัง ไททานิก เป็นแชมป์เก่าโดยทำเอา 600.8 ล้านเหรียญ โดย อวตาร ตอนนี้ทำรายได้อยู่ที่ 594.5 ล้านเหรียญ

สำหรับหนังทำเงินอันดับ 2, 3 และ 4 เป็นหนังเข้าใหม่ทั้งสิ้น โดยอันดับ 2 เป็นหนังแนวดราม่าทริลเลอร์ "Edge of Darkness" ที่นำแสดงโดย "เมล กิ๊บสัน" ซึ่งหายหน้าหายตาจากจอไปนานพอสมควร เปิดตัวสัปดาห์แรกที่รายได้ 17.1 ล้านเหรียญ

อันดับ 3 หนังแนวโรแมนติกคอมเมดี้ "When in Rome" รายได้อยู่ที่ 12.1 ล้านเหรียญ

อันดับ 4 หนังน่ารักแนวครอบครัว "The Tooth Fairy" รายได้ 10 ล้านเหรียญ

อันดับ 5 เรื่อง "The Book of Eli" รายได้ 8.8 ล้านเหรียญ

อันดับ 6 เรื่อง "Legion" รายได้ 6.8 ล้านเหรียญ

อันดับ 7 เรื่อง "The Lovely Bones" รายได้ 4.7 ล้านเหรียญ

อันดับ 8 เรื่อง "Sherlock Holmes" รายได้ 4.5 ล้านเหรียญ

อันดับ 9 เรื่อง "Alvin and the Chipmunks: The Squeakquel" รายได้ 4 ล้านเหรียญ

อันดับ 10 เรื่อง "It"s Complicated" รายได้ 3.7 ล้านเหรียญ


Credit : http://www.khaosod.co.th/view_news.php?new...HdNaTB3TXc9PQ==



#39 SarangLBY

    Advanced Member

  • Members
  • PipPipPip
  • 8,562 posts

Posted 03 February 2010 - 09:20 AM

03 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553
รายชื่อผู้เข้าชิง ออสการ์ ครั้งที่ 82 "Avatar", "The Hurt Locker" ชิงมากสุด 9 สาขา

Posted Image

หนังไซไฟสุดดังแห่งปี “Avatar” และหนังสงครามอีรัก “The Hurt Locker” กลายเป็นภาพยนตร์สองเรื่องที่ได้เข้าชิงรางวัลมากที่สุด ในรางวัลออสการครั้งที่ 82

ออสการ์ครั้งที่ 82 ยังเป็นปีแรกที่จะมีผู้ถูกเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลภาพยนตร์ยอดเยี่ยมถึง 10 เรื่อง จากเดิมที่มีแค่ 5

นอกจาก Avatar และ The Hurt Locker หนังที่ชิงชัยในรางวัลใหญ่ที่สุดของงานได้แก่ หนังไซไฟขายไอเดีย District 9"; อนิเมชั่นขวัญใจนักวิจารณ์ Up หนังสงครามโลกครั้งที่ 2 Inglourious Basterds, หนังที่สร้างมาจากเรื่องจริงของนักอเมริกันฟุตบอลชื่อดัง The Blind Side, ผลงานของ จอร์จ คูลนีย์ Up in The Air, งานดราม่าเล่าเรื่องยุค 60 A Serious Man, หนังที่เล่าเรื่องชีวิตและการเติบโตของหญิงสาวชาวอังกฤษ An Education" และ Precious: Based on the Novel `Push' By Sapphire หนังที่เล่าเรื่องชีวิตอันลำเค็ญของชาวอเมริกันผิวดำ

โดย Avatar และ The Hurt Locker เข้าชิงรางวัลทั้งหมดใน 9 สาขา, Inglorious Basterds 8 สาขา, Precious, Up in the Air 6 สาขา และ Up เข้าชิงรางวัล 5 สาขา ทั้งอนิเมชั่นขนาดยาวยอดเยี่ยม และเป็นอนิเมชั่น ที่สามารถเข้าชิงในสาขาภาพยนตร์ยอดเยี่ยมเรื่องแรกนับแต่ The Beauty and The Beast เมื่อหลายปีก่อน

สาขาด้านการแสดงบรรดาตัวเต็ง ต่างสามารถผ่านเข้ารอบกลายเป็นผู้ถูกเสนอเข้าชิงในรอบสุดท้ายกันได้ถ้วนหน้าทั้งในสาขานักแสดงนำ ซานดร้า บูลล็อก จาก The Blind Side, เจฟฟ์ บริดเจส จากหนังเกี่ยวกับวงการเพลงคันทรีย์ Crazy Heart ส่วนสาขานักแสดงสมทบสองตัวเต็งที่กวาดมาแทบทุกเวทีอย่าง โม'นีค จาก Preciousและนักแสดงชาวออสเตรีย คริสโตเฟอร์ วอล์ทซ์ ดาวเด่นในหนังนาซี Inglourious Basterds ก็เป็นผู้ถูกเสนอชื่อไปตามความคาดหมาย

ในสาขาใหญ่อย่าง ภาพยนตร์ยอดเยี่ยม และผู้กำกับยอดเยี่ยม เป็นการปะทะกันของอดีตคู่สามีภรรยา ที่โด่งดังที่สุดในรอบปีที่ผ่านมา และกวาดรางวัลก่อนหน้าไปนอนกอดคนละหลายรางวัล Avatar ของ เจมส์ คาเมรอน ชนะรางวัลภาพยนตร์ยอดเยี่ยม และผู้กำกับยอดเยี่ยมที่ลูกโลกทองคำ ส่วน The Hurt Locker ของ แคทเธอรีน บิเกโลว์ สามารถคว้ารางวัลของสมาคมผู้กำกับแห่งอเมริกา ซึ่งเป็นรางวัลที่มักจะสอดคล้องกับออสการ์ The Hurt Locker ยังคว้ารางวัลของ สมาคมผู้อำนวยการสร้าง และถูกเรื่องให้เป็นหนังยอดเยี่ยมแห่งปี 2009 โดยนักวิจารณ์ชั้นนำมากมาย

แคทเธอรีน บิเกโลว์ เป็นเจ้าของงานอย่าง Point Break และ K19: The Widowmaker ตอนนี้เธอกลายเป็นผู้กำกับหญิงคนที่ 4 เท่านั้นที่สามารถเข้าชิงรางวัลผู้กำกับยอดเยี่ยมได้ ต่อจาก โซเฟีย คอปโปลาจาก Lost in Translation, เจน แคมเปียน จาก The Piano และลีน่า เวิร์ธมูลเลอร์ จาก Seven Beauties เมื่อปี 1975 ซึ่งไม่เคยมีใครได้รับรางวัลนี้มาก่อนเลย อย่างไรก็ตาม แคทเธอรีน บิเกโลว์ ก็เป็นสตรีคนแรกที่คว้ารางวัลผู้กำกับยอดเยี่ยมของสมาคมผู้กำกับมาได้ เพราะฉะนั้นโอกาสในการเป็นผู้ชนะบนเวทีออสการ์ของเธอ จึงไม่ใช่เรื่องเป็นไปไม่ได้

ส่วน ลี เดเนียลส์ ผู้กำกับหนัง Precious เป็นคนผิวดำคนที่สองที่ได้เข้าชิงรางวัลผู้กำกับยอดเยี่ยมต่อจาก จอห์น ซิงเกิลตัน ในปี 1991 ส่วนสองคนทำหนัง เจสัน ไรต์แมน และควินตัน ตารันติโน่ นอกจากจะเข้าชิงในสาขาผู้กำกับยอดเยี่ยมแล้ว ทั้งคู่ยังมีลุ้นในรางวัลด้านการเขียนบทภาพยนตร์ด้วย

โดยงานมอบรางวัลจะจัดขึ้นในวันที่ 7 มีนาคม 2010 ที่ โกดัก เธียเตอร์ ในนครลอสแองเจลิส รัฐแคลิฟอร์เนีย โดยมี สตีฟ มาร์ติน และอเล็ค บอลด์วิน ร่วมกันเป็นพิธีกรในงาน

Posted Image
แอนน์ แฮทธาเวย์ รับหน้าที่ประกาศรายชื่อผู้เข้าชิงรางวัลออสการ์ครั้งที่ 82

ภาพยนตร์ยอดเยี่ยม

“Avatar” James Cameron and Jon Landau, Producers
“The Blind Side” Nominees to be determined
“District 9” Peter Jackson and Carolynne Cunningham, Producers
“An Education” Finola Dwyer and Amanda Posey, Producers
“The Hurt Locker” Nominees to be determined
“Inglourious Basterds” Lawrence Bender, Producer
“Precious: Based on the Novel ‘Push’ by Sapphire” Lee Daniels, Sarah Siegel-Magness and Gary Magness, Producers
“A Serious Man” Joel Coen and Ethan Coen, Producers
“Up” Jonas Rivera, Producer
“Up in the Air” Daniel Dubiecki, Ivan Reitman and Jason Reitman, Producers

ผู้กำกับยอดเยี่ยม

“Avatar” James Cameron
“The Hurt Locker” Kathryn Bigelow
“Inglourious Basterds” Quentin Tarantino
“Precious: Based on the Novel ‘Push’ by Sapphire” Lee Daniels
“Up in the Air” Jason Reitman

นักแสดงนำชายยอดเยี่ยม

Jeff Bridges in “Crazy Heart”
George Clooney in “Up in the Air”
Colin Firth in “A Single Man”
Morgan Freeman in “Invictus”
Jeremy Renner in “The Hurt Locker”

นักแสดงสมทบชายยอดเยี่ยม

Matt Damon in “Invictus”
Woody Harrelson in “The Messenger”
Christopher Plummer in “The Last Station”
Stanley Tucci in “The Lovely Bones”
Christoph Waltz in “Inglourious Basterds”

นักแสดงนำหญิงยอดเยี่ยม

Sandra Bullock in “The Blind Side”
Helen Mirren in “The Last Station”
Carey Mulligan in “An Education”
Gabourey Sidibe in “Precious: Based on the Novel ‘Push’ by Sapphire”
Meryl Streep in “Julie & Julia”

นักแสดงสมบทหญิงยอดเยี่ยม

Penélope Cruz in “Nine”
Vera Farmiga in “Up in the Air”
Maggie Gyllenhaal in “Crazy Heart”
Anna Kendrick in “Up in the Air”
Mo’Nique in “Precious: Based on the Novel ‘Push’ by Sapphire”

บทภาพยนตร์ดัดแปลงยอดเยี่ยม

“District 9” Written by Neill Blomkamp and Terri Tatchell
“An Education” Screenplay by Nick Hornby
“In the Loop” Screenplay by Jesse Armstrong, Simon Blackwell, Armando Iannucci, Tony Roche
“Precious: Based on the Novel ‘Push’ by Sapphire” Screenplay by Geoffrey Fletcher
“Up in the Air” Screenplay by Jason Reitman and Sheldon Turner

บทภาพยนตร์ดั่งเดิมยอดเยี่ยม

“The Hurt Locker” Written by Mark Boal
“Inglourious Basterds” Written by Quentin Tarantino
“The Messenger” Written by Alessandro Camon & Oren Moverman
“A Serious Man” Written by Joel Coen & Ethan Coen
“Up” Screenplay by Bob Peterson, Pete Docter, Story by Pete Docter, Bob Peterson, Tom McCarthy

ภาพยนตร์อนิเมชั่นยอดเยี่ยม

“Coraline” Henry Selick
“Fantastic Mr. Fox” Wes Anderson
“The Princess and the Frog” John Musker and Ron Clements
“The Secret of Kells” Tomm Moore
“Up” Pete Docter

อนิเมชั่นขนาดสั้นยอดเยี่ยม

“French Roast” Fabrice O. Joubert
“Granny O’Grimm’s Sleeping Beauty” Nicky Phelan and Darragh O’Connell
“The Lady and the Reaper (La Dama y la Muerte)” Javier Recio Gracia
“Logorama” Nicolas Schmerkin
“A Matter of Loaf and Death” Nick Park

ภาพยนตร์สารคดียอดเยี่ยม

“Burma VJ” Anders Østergaard and Lise Lense-Møller
“The Cove” Nominees to be determined
“Food, Inc.” Robert Kenner and Elise Pearlstein
“The Most Dangerous Man in America: Daniel Ellsberg and the Pentagon Papers” Judith Ehrlich and Rick Goldsmith
“Which Way Home” Rebecca Cammisa

สารคดีขนาดสั้นยอดเยี่ยม

“China’s Unnatural Disaster: The Tears of Sichuan Province” Jon Alpert and Matthew O’Neill
“The Last Campaign of Governor Booth Gardner” Daniel Junge and Henry Ansbacher
“The Last Truck: Closing of a GM Plant” Steven Bognar and Julia Reichert
“Music by Prudence” Roger Ross Williams and Elinor Burkett
“Rabbit à la Berlin” Bartek Konopka and Anna Wydra

ตัดต่อยอดเยี่ยม

“Avatar” Stephen Rivkin, John Refoua and James Cameron
“District 9” Julian Clarke
“The Hurt Locker” Bob Murawski and Chris Innis
“Inglourious Basterds” Sally Menke
“Precious: Based on the Novel ‘Push’ by Sapphire” Joe Klotz

หนังภาษาต่างประเทศยอดเยี่ยม

“Ajami” Israel
“El Secreto de Sus Ojos” Argentina
“The Milk of Sorrow” Peru
“Un Prophète” France
“The White Ribbon” Germany

แต่งหน้ายอดเยี่ยม

“Il Divo” Aldo Signoretti and Vittorio Sodano
“Star Trek” Barney Burman, Mindy Hall and Joel Harlow
“The Young Victoria” Jon Henry Gordon and Jenny Shircore

ดนตรีประกอบยอดเยี่ยม

“Avatar” James Horner
“Fantastic Mr. Fox” Alexandre Desplat
“The Hurt Locker” Marco Beltrami and Buck Sanders
“Sherlock Holmes” Hans Zimmer
“Up” Michael Giacchino

เพลงนำภาพยนตร์ยอดเยี่ยม

“Almost There” from “The Princess and the Frog” Music and Lyric by Randy Newman
“Down in New Orleans” from “The Princess and the Frog” Music and Lyric by Randy Newman
“Loin de Paname” from “Paris 36” Music by Reinhardt Wagner Lyric by Frank Thomas
“Take It All” from “Nine” Music and Lyric by Maury Yeston
“The Weary Kind (Theme from Crazy Heart)” from “Crazy Heart” Music and Lyric by Ryan Bingham and T Bone Burnett

ภาพยนตร์สั้นยอดเยี่ยม

“The Door” Juanita Wilson and James Flynn
“Instead of Abracadabra” Patrik Eklund and Mathias Fjellström
“Kavi” Gregg Helvey
“Miracle Fish” Luke Doolan and Drew Bailey
“The New Tenants” Joachim Back and Tivi Magnusson

ตัดต่อเสียงยอดเยี่ยม

“Avatar” Christopher Boyes and Gwendolyn Yates Whittle
“The Hurt Locker” Paul N.J. Ottosson
“Inglourious Basterds” Wylie Stateman
“Star Trek” Mark Stoeckinger and Alan Rankin
“Up” Michael Silvers and Tom Myers

บันทึกเสียงยอดเยี่ยม

“Avatar” Christopher Boyes, Gary Summers, Andy Nelson and Tony Johnson
“The Hurt Locker” Paul N.J. Ottosson and Ray Beckett
“Inglourious Basterds” Michael Minkler, Tony Lamberti and Mark Ulano
“Star Trek” Anna Behlmer, Andy Nelson and Peter J. Devlin
“Transformers: Revenge of the Fallen” Greg P. Russell, Gary Summers and Geoffrey Patterson

เทคนิคพิเศษยอดเยี่ยม

“Avatar” Joe Letteri, Stephen Rosenbaum, Richard Baneham and Andrew R. Jones
“District 9” Dan Kaufman, Peter Muyzers, Robert Habros and Matt Aitken
“Star Trek” Roger Guyett, Russell Earl, Paul Kavanagh and Burt Dalton

กำกับศิลป์ยอดเยี่ยม

“Avatar” Rick Carter and Robert Stromberg; Set Decoration: Kim Sinclair
“The Imaginarium of Doctor Parnassus” Dave Warren and Anastasia Masaro; Set Decoration: Caroline Smith
“Nine” John Myhre; Set Decoration: Gordon Sim
“Sherlock Holmes” Sarah Greenwood; Set Decoration: Katie Spencer
“The Young Victoria” Patrice Vermette; Set Decoration: Maggie Gray

ถ่ายภาพยอดเยี่ยม

“Avatar” Mauro Fiore
“Harry Potter and the Half-Blood Prince” Bruno Delbonnel
“The Hurt Locker” Barry Ackroyd
“Inglourious Basterds” Robert Richardson
“The White Ribbon” Christian Berger

ออกแบบเครื่องแต่งกายยอดเยี่ยม

“Bright Star” Janet Patterson
“Coco before Chanel” Catherine Leterrier
“The Imaginarium of Doctor Parnassus” Monique Prudhomme
“Nine” Colleen Atwood
“The Young Victoria” Sandy Powell

Credit : http://www.manager.co.th/Entertainment/Vie...D=9530000015190



#40 SarangLBY

    Advanced Member

  • Members
  • PipPipPip
  • 8,562 posts

Posted 05 February 2010 - 09:00 AM

04 กุมภาพันธ์ 2553
“Avatar” ทุบสถิติ “Titanic” อีกครั้ง เป็นหนังทำเงินสูงสุดในอเมริกาแล้ว

Posted Image

"Avatar" ผลงานของ "เจมส์ คาเมรอน" ทำรายได้ในการฉายในประเทศได้เอาชนะ "Titanic" เป็นหนังที่ทำเงินสูงสุดตลอดกาลที่ฉายในสหรัฐอเมริกาแล้ว พร้อมกันนี้ผู้อำนวยการสร้างของหนัง “จอห์น แลนเดา” ยังออกมาให้ความเห็นถึง กรณีที่ว่า “Avatar” ไม่ได้เป็นหนังทำเงินอันดับ 1 อย่างแท้จริง ถ้าเป็นการจัดอันดับแบบปรับค่าเงินด้วย

เมื่อวันอังคารที่ 2 ก.พ. ที่ผ่านมา Avatar สามารถทำรายได้ในการฉายที่สหรัฐฯ ไปแตะระดับ 601.1 ล้านเหรียญฯ แล้ว เป็นการทำลายสถิติ 600.8 ล้านเหรียญฯ ของ Titanic ที่ทำไว้เมื่อปี 1998 ได้สำเร็จ ขณะที่ในการนับรายได้รวมทั่วโลก Avatar ทำเงินผ่านหลัก 2 พันล้านเหรียญฯ เป็นหนังที่ทำเงินสูงสุดตลอดกาลไปตั้งแต่สัปดาห์ก่อนแล้ว

"สายฟ้า มักจะไม่ผ่าที่เดิมซ้ำๆ 2 ครั้ง แต่มันก็เป็นไปแล้ว มันกดดันเหมือนกันที่ได้ยินว่าเรากำลังจะทำลายสถิติพวกนี้ เป็นเรื่องนอกเหนือจากสิ่งที่เราจะจิตนาการกันได้" จอห์น แลนเดา ผู้อำนวยการสร้างของหนัง กล่าวกับนักข่าว หลังจาก Avatar ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลออสการ์ 9 สาขา แลนเดา ถึงความสำเร็จของเขา กับผู้กำกับ เจมส์ คาเมรอน ที่ร่วมงานกันมาตั้งแต่หนังเรื่อง Titanic และสามารถย้อนรอยความยิ่งใหญ่ได้อีกครั้งกับ Avatar

แลนเดา ยังกล่าวต่อไปว่า ตอนนี้ คาเมรอน และเขากำลังคุยถึงภาคต่อกันแล้ว อย่างไรก็ตามยังไม่ได้ตัดสินใจอะไรตอนนี้ทั้งสิ้น ด้าน คาเมรอน ซึ่งเป็นผู้เขียนบท และกำกับ กล่าวถึงเรื่องภาคต่อของ Avatar ตั้งแต่หนังเพิ่งจะเข้าฉายในเดือน ธ.ค. แล้ว ซึ่งผู้กำกับชื่อดังยังเผยว่า หนังอาจจะมีตอนต่ออีกสัก 2 ภาค แต่ว่าทั้งหมดเป็นแผนการระยะยาว ... "หนังมีศักยภาพที่จะมีภาคต่ออยู่แล้ว แต่ไม่ใช่ว่าผมมีบทหนังภาค 2 และ 3 เตรียมพร้อมอยู่แล้ว สามารถเริ่มต้นสร้างมันได้ตั้งแต่ปลายเดือน ม.ค. อะไรแบบนั้นหรอกนะครับ แต่แน่นอนว่าทุกอย่างอยู่ในแผนการแล้ว"

ตอนนี้ Avatar ยังเหลือเวลาในโรงภาพยนตร์อีกนาน หนังทำรายได้ถึง 600 ล้านเหรียญในการฉายเพียงแค่ 47 วัน ขณะที่ในปี 1998 Titanic ทำรายได้ไปทั้งสิ้น 311 ล้านเหรียญ ในเวลาเท่ากัน ซึ่งการเข้าชิงรางวัลออสการ์ 9 สาขา ก็อาจจะช่วยให้หนังได้รับความสนใจเพิ่มขึ้นไปอีก

หลายคนแสดงความเห็นเกี่ยวกับปรากฏการณ์กวาดรายได้ของ Avatar ว่าปัจจัยสำคัญที่ทำให้หนังเก็บเงินได้เร็วเช่นนี้ ก็คือราคาตั๋วหนังในยุคปัจจุบัน และโรงภาพยนตร์สามมิติ

เพราะถึงตอนนี้ถ้านับเฉพาะจำนวนคนดู Avatar ยังไม่สามารถเอาชนะ Titanic ได้ ซึ่งหนังทั้งสองเรื่องก็ยังเป็นรองในเรื่องจำนวนตั๋วที่ขายได้ทั้งหมด และเมื่อเทียบรายได้ของหนัง แบบที่มีการปรับค่าเงิน กับงานคลาสสิคอย่าง Gone With the Wind, Star Wars และ The Sound of Music หนัง 3 อันดับแรก ที่ทำรายได้สูงสุดหลังปรับค่าเงินแล้ว

สำหรับ เลนเดา ซึ่งเป็นผู้อำนวยการสร้างของทั้ง Titanic และ Avatar ออกความเห็นว่าเขาไม่เห็นด้วยกับการจัดอันดับหนังทำเงิน โดยเอาเรื่องค่าตั๋ว หรือการปรับค่าเงินมาเป็นเครื่องชี้วัด และกล่าวว่า ทุกช่วงเวลาต่างมีข้อได้เปรียบเสียเปรียบกันอยู่แล้ว " Gone With the Wind ไม่ต้องแข่งกับโทรทัศน์ ขณะที่ Star Wars ฉายตอนที่ยังไม่มีแผ่น DVD และ Titanic ไม่ต้องมีคู่แข่งเป็นแผ่น Blu-rays และทีวีดาวเทียม"

"เรื่องการปรับค่าเงินทำให้ผมขำ เวลาพูดถึงทุนสร้าง หรือค่าใช้จ่าย ผมไม่เคยเห็นพวกเขาเอาเรื่องนี้มาพูด แต่ชอบเหลือเกินเวลามันเกี่ยวข้องกับบ็อกซ์ออฟฟิศ" แลนเดา แสดงความคิดเห็น


อันดับหนังทำเงินตลอดกาลในสหรัฐฯ โดย Boxoffice Mojo (หน่วยเป็นล้านเหรียญสหรัฐฯ)

1. Avatar (2009) - $601.1
2. Titanic (1997) - $600.8
3. The Dark Knight (2008) - $533.3
4. Star Wars (1977) - $460.9
5. Shrek 2 (2004) - $441.2
6. E.T.: The Extra-Terrestrial (1982) - $435.1
7. Star Wars: Episode I - The Phantom Menace (1999) - $431.0
8. Pirates of the Caribbean: Dead Man's Chest (2006) - $423.3
9. Spider-Man (2002) - $403.7
10. Transformers: Revenge of the Fallen (2009) - $402.1

อันดับหนังทำเงินตลอดกาลในสหรัฐฯ แบบปรับค่าเงินแล้ว โดย Boxoffice Mojo (หน่วยเป็นล้านเหรียญสหรัฐฯ)

1. Gone with the Wind (1939) - $1,537.5 (รายได้ที่ทำได้จริง $198.6)
2. Star Wars (1977) - $1,355.4 ($460.9)
3. The Sound of Music (1965) - $1,083.7 ($158.6)
4. E.T.: The Extra-Terrestria (1982) - $1,079.5 ($435.1)
5. The Ten Commandments (1956) - $996.9 ($65.5)
6. Titanic (1997) - $976.7 ($600.7)
7. Jaws (1975) - $974.6 ($260.0)
8. Doctor Zhivago (1965) - $944.6 ($111.7)
9. The Exorcist (1973) - $841.4 ($232.6)
10. Snow White and the Seven Dwarfs (1937) - $829.4 ($184.9)

21. Avatar (2009) - $601.1 ($601.1)
Credit : http://www.manager.co.th/Entertainment/Vie...D=9530000016061



#41 SarangLBY

    Advanced Member

  • Members
  • PipPipPip
  • 8,562 posts

Posted 05 February 2010 - 09:17 AM

04 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553
แฟน"อวตาร"เตรียมชมฉากเลิฟซีน ในรูปแบบดีวีดี

Posted Image

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อวันที่ 4 ก.พ.ว่า เจมส์ คาเมรอน ผู้กำกับภาพยนตร์เขย่าโลก"อวตาร"แถลงข่าวเปิดเผยสว่า แฟนอวตาร เตรียมจะได้ชมฉากเลิฟซีนของภาพยนตร์เรื่อง"อวตาร"ที่ไม่มีฉายในโรง ในรูปแบบดีวีดี ที่จะบรรจุฉากดังกล่าว โดยฉากดังกล่าวจะเป็นฉากเลิฟซีนของแจ็ค ซัลลี่ ตัวเอก กับ"เนย์ติรี่"แฟนสาวของเขา โดยคาเมรอนบอกว่า ทีมงานได้ตัดฉากนี้ออกเพื่อให้เป็นสิ่งพิเศษในรูปแบบดีวีดี และแฟน ๆ จะได้ชมหากซื้อดีวีดีเรื่องนี้


ด้านซู ซัลดานา ซึ่งเล่นเป็นตัวนางเอก"เนย์ติริ บอกว่า ฉากเซ็กส์ดังกล่าว เกี่ยวข้องกับกระบวนเดียวกับที่พวกเอเลี่ยนใช้สื่อสารในโลกพระเคราะห์ใน นิยาย แต่ฉากดังกล่าวจำเป็นต้องถูกตัดออกเมื่อฉายในโรง ด้วยเหตุผลต้องคำนึงถึงผู้ชมที่ชมกันเป็นครอบครัว


Credit : http://news.zubzip.com/?news-แฟนอวตารเตรีย...แบบดีวีดี-22682



#42 SarangLBY

    Advanced Member

  • Members
  • PipPipPip
  • 8,562 posts

Posted 05 February 2010 - 09:30 AM

04 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553
จ่อสร้างอวตารภาค 2

เจมส์ คาเมรอน'เปรยอาจสร้าง 'อวตาร 2' หลังภาคแรกประสบความสำเร็จ ทำรายได้กว่า 2,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

ภายหลังประสบความสำเร็จอย่างงดงามกับภาพยนตร์อวตารจนทำรายได้สูงสุดในโลกแซงหนังดังอย่างไททานิกนั้น นายเจมส์ คาเมรอน ผู้กำกับมือทองกล่าวเป็นนัยว่า เขาอาจทำภาค 2 ของอวตารออกมาให้แฟนๆ ได้เชยชมกันอีก และตอนนี้เรากำลังมองไปที่จำนวนเงินที่หนังกำลังกอบโกยก่อน เพราะที่ผ่านมา อวตารทำรายได้ทั่วโลกกว่า 2,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ รวมทั้ง 601.1 ล้านดอลลาร์ในอเมริกาและแคนาดา แซงไททานิกที่ทำรายได้ 600.8 ล้านดอลลาร์.

Credit : http://www.dailynews.co.th/newstartpage/in...contentID=46814



#43 SarangLBY

    Advanced Member

  • Members
  • PipPipPip
  • 8,562 posts

Posted 07 February 2010 - 08:27 AM

07 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553
ปรากฏการณ์"อวตาร"ฟีเวอร์

Posted Image

ภาพยนตร์เรื่อง ไททานิค (Titanic) จากฝีมือกำกับฯ ของ "เจมส์ คาเมรอน" เป็นเจ้าของตำแหน่งหนังทำเงินสูงสุดตลอดกาลมายาวนานถึง 12 ปี แต่ตอนนี้ถูกทำลายสถิติไปเรียบร้อย ด้วยภาพยนตร์ไซ-ไฟเรื่อง อวตาร (Avatar) จากฝีมือของผู้กำกับฯ คนเดียวกัน

สร้างปรากฏการณ์ อวตาร ฟีเวอร์ ด้วยการบอกต่อของคนดูชนิดปากต่อปาก โดยหนังทำออกมาให้ดูทั้งในแบบธรรมดา และสามมิติ

ความจริงแล้ว "เจมส์ คาเมรอน" เริ่มเขียนสคริปต์ 80 หน้าของหนัง อวตาร ตั้งแต่ปี พ.ศ.2534 และตั้งใจว่าจะทำหนังเรื่องนี้ออกฉายในปี พ.ศ.2542 หรือสองปีหลังจากความสำเร็จอย่างสวยงามของหนัง ไททานิค

แต่เป็นเพราะเทคโนโลยีที่จะใช้สร้างในตอนนั้นยังตอบสนองความต้องการของเขาไม่ได้ จึงเป็นอันต้องระงับโครงการเอาไว้ และมาเริ่มต้นว่ากันใหม่ในปี พ.ศ.2548

หนังเริ่มต้นถ่ายทำอย่างจริงจังเมื่อเดือนเม.ย. ปี 2550 โดยใช้ทีมทำงานมากกว่า 1 พันคน

นักแสดงทุกคนในเรื่องต้องเข้าฝึกฝนทั้งการยิงธนู ขี่ม้า ยิงปืน และการต่อสู้แบบมือเปล่า แถมต้องฝึกฝนภาษาของชาวนาวี ซึ่งเป็นชนเผ่าสมมติตัวสีฟ้าที่เราเห็นในเรื่อง ที่ต้องมีภาษาพูดที่แตกต่างจากชาวโลก

มีการส่งทีมงานเข้าไปในป่าที่ฮาวาย เพื่อให้ได้ สัมผัสกับบรรยากาศของป่าดิบชื้นของจริง ที่จะเป็น ฉากบนดาวแพนดอร่าที่อยู่อาศัยของชาวเผ่านาวี

Posted Image

มีการใช้เทคนิคทันสมัยหลายอย่างในการสร้างหนังเรื่องนี้ อาทิ กล้องที่สามารถเก็บรายละเอียดส่วนใบหน้าของมนุษย์ ในลักษณะอาการต่างๆ ได้ เพื่อนำมาแมตช์กับส่วนใบหน้าของชาวเผ่านาวีมนุษย์ตัวสีฟ้าในเรื่อง ซึ่งจะทำให้อากัปกิริยาต่างๆ ดูสมจริง

การใช้กล้องเสมือนจริงช่วยให้กำกับมุมกล้องถ่ายทำแต่ละฉากที่สร้างจากคอมพิวเตอร์ล้วนๆ ได้ประหนึ่งว่ากำลังถ่ายทำกันจริงในโรงถ่าย
เมื่อมองผ่านกล้องเสมือนจริง จะเห็นมนุษย์ธรรมดากลายเป็นชาวเผ่านาวี ผิวสีฟ้าร่างสูงใหญ่ ที่อยู่ท่ามกลางป่าดิบชื้น หรือเทือกเขาที่ลอยอยู่กลางอากาศขึ้นมาทันที ทำให้ง่ายต่อการปรับเปลี่ยน

เรียกว่าโลกทั้งใบในหนังเรื่องนี้สร้างขึ้นด้วยคอมพิวเตอร์ จนมีการกังวลกันว่าต่อไปนี้จะนำแอนิเมชั่นมาใช้แทนนักแสดงกันแล้วหรือ ซึ่งเจมส์ได้ให้ความกระจ่างในเรื่องนี้เอาไว้ว่า

"ตรงกันข้ามเลยนะ เรากำลังพยายามหาทางช่วยให้นักแสดง แสดงออกได้อย่างเต็มที่ยิ่งกว่าเดิมด้วยซ้ำ นี่จะเป็นแนวทางใหม่ในการแสดง ออก และสร้างสรรค์ตัวละครโดยไม่ยึดติดกับข้อจำกัดใดๆ ผมไม่อยากหาสิ่งอื่นมาแทนที่คน ผมรักที่จะทำงานกับนักแสดง และความน่าเชื่อถือของหนังเรื่องนี้ขึ้นอยู่กับความสมจริงในการแสดงของเหล่านักแสดง"

Posted Image

เมื่อถูกถามถึงแรงบันดาลใจในการทำ อวตาร เจมส์บอกว่า มาจากนิยายแนววิทยาศาสตร์ทั้งหลายที่เขาชอบอ่านเมื่อตอนเป็นเด็ก "ผมชอบเรื่องราวแฟนตาซีในนิยายวิทยาศาสตร์ทั้งหลาย ผมวาดรูปพวกสิ่งมีชีวิตต่างๆ หุ่นยนต์ ยานอวกาศ มาตั้งแต่สมัยเรียนอยู่มัธยม และ อวตาร เป็นงานที่ท้าทายความสามารถของผมที่สุดนับตั้งแต่เคยสร้างหนังมา"



ถ้าอ่านคำวิจารณ์เกี่ยวกับหนังเรื่องนี้ส่วนใหญ่จะเป็นไปในทำนองเดียวกันว่า เป็นหนังดูสนุก สุดยอดอลังการงานสร้าง แต่ก็มีบางมุมมองที่บอกว่าอ่อนด้อยไปนิดในเรื่องของเนื้อหา ที่ว่าไม่ได้มีอะไรแตกต่างมากนักจากหนังที่เคยดูมาในอดีต แต่เจมส์ก็ให้คำตอบในเรื่องนี้ไว้ว่า

"ผมอยากสร้างการผจญภัยแบบที่คุ้นเคยกันดีอยู่แล้ว แต่ให้เกิดขึ้นในสภาพแวดล้อมที่แปลกหูแปลกตาไปโดยสิ้นเชิง"

ความมุ่งมั่นของเจมส์ถือว่าเป็นผลสำเร็จ เพราะนอกจากรายได้จะดีแล้ว อวตาร ยังคว้ารางวัลภาพยนตร์ยอดเยี่ยมและผู้กำกับฯยอดเยี่ยมจากเวทีลูกโลกทองคำมาหมาดๆ พร้อมทั้งมีชื่อเข้าชิงอีก 9 รางวัลในงานออสการ์ที่กำลังจะจัดขึ้นต้นเดือนมี.ค.นี้อีกด้วย


Credit : http://www.khaosod.co.th/view_news.php?new...HdNaTB3Tnc9PQ==



#44 SarangLBY

    Advanced Member

  • Members
  • PipPipPip
  • 8,562 posts

Posted 10 February 2010 - 08:39 PM

10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553
"เดียร์ จอห์น"เขี่ย"อวตาร"ร่วง

Posted Image

รายงานอันดับหนังทำเงินในบ็อกซ์ ออฟ ฟิศ สัปดาห์นี้ "Avatar" (อวตาร) โดนหนังโรแมนติกดราม่าเข้าใหม่ "Dear John" (เดียร์ จอห์น) ซิวตำแหน่งแชมป์ไปครอง

"เดียร์ จอห์น" นำแสดงโดยหนุ่มหล่อล่ำ "แชนนิ่ง ทาทั่ม" ที่ฝากผลงานหนังแนวแอ๊กชั่น ฮีโร่เรื่อง "จี.ไอ.โจ สงครามพิฆาตคอบร้าทมิฬ" เอาไว้ให้ดูเมื่อปีที่แล้ว

คราวนี้เขากลับมาในบทนายทหารหนุ่ม ที่ต้องเลือกระหว่างความรัก หรือว่าหน้าที่ หนังทำเงินในสัปดาห์แรกไป 32.4 ล้านเหรียญ

Posted Image

ส่วนหนัง "อวตาร" หล่นลงมาอยู่ อันดับ 2 หลังครองแชมป์มา 7 สัปดาห์ซ้อน ราย ได้คราวนี้อยู่ที่ 23.6 ล้านเหรียญ รายได้ รวมๆ จากทั่วโลกอยู่ที่ประมาณ 2.2 พันล้านเหรียญ

อันดับ 3 เป็นของหนังแนวบู๊ "From Paris With Love" ที่นำ แสดงโดยดาราฝีมือเก๋า "จอห์น ทราโวลต้า" รายได้ในสัปดาห์แรกที่ออกฉายทำไปได้เพียงน้อยนิดแค่ 8.1 ล้านเหรียญเท่านั้นเอง

อันดับ 4 หนังดราม่าทริลเลอร์ "Edge of Darkness" รายได้ 7 ล้านเหรียญ

อันดับ 5 หนังสนุกสนาน "Tooth Fairy" รายได้ 6.5 ล้านเหรียญ

อันดับ 6 หนังโรแมนติกคอมเมดี้ "When in Rome" รายได้ 5.5 ล้านเหรียญ

อันดับ 7 หนังแอ๊กชั่นแฟนตาซี "The Book of Eli" รายได้ 4.8 ล้าน เหรียญ

อันดับ 8 หนังพ่วงรางวัล "Crazy Heart" โดดจากอันดับ 14 สัปดาห์ ที่แล้วขึ้นมา โดยทำราย ได้ 3.7 ล้านเหรียญ

อันดับ 9 หนังแอ๊กชั่นแฟนตาซี "Legion" รายได้ 3.4 ล้านเหรียญ

อันดับ 10 หนังผจญภัยแฟนตาซี "Sher lock Holmes" รายได้ 2.6 ล้านเหรียญ

Credit : http://www.khaosod.co.th/view_news.php?new...HdNaTB4TUE9PQ==



#45 Silhouette

    Member

  • Members
  • PipPip
  • 14 posts

Posted 06 January 2011 - 12:09 PM

อย่างน้อยก็ถือว่าที่ คุณคาเมรอนทุ่มเทมาหลายปีดีดักก็คุ้มค่าเน้าะ
กลายเป็น icon ใหม่แห่งโลกจินตนาการไปแล้ว ... สุดยอดค่า~~~~

ตอนไททานิคก็เป็น icon แห่งเรื่องราวความรัก ... อะไรเป็นรักแท้ รักถูกพลัดพราก หรืออะไรเกี่ยวกับรักๆ
ใครๆก็นึกถึงความรักของ Jack กับ Rose

พอมาถึงช่วงเวลาหนึ่ง ... มี avatar โผล่มา ... หลังเข้าฉาย สิ่งที่เกิดมันเป็นยิ่งกว่า "กระแส"
เพราะหลังจากนี้หลายๆคนจะใช้เรื่องราวที่เกิดขึ้นในเรื่องนี้ หรือแม้แต่ตัวละครหรืออะไรที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้
ให้มีส่วนเกี่ยวเนื่องกับชีวิตประจำวันตัวเองโดยไม่รู้ตัว

แล้วท้ายที่สุด ก็จะกลายเป็น icon ไป ...

ซึ่งตอนนี้ก็เป็นแล้ว ...

icon แห่งโลกจินตนาการ ...

จริงไหมล่ะค่ะ ฮูๆ






1 user(s) are reading this topic

0 members, 1 guests, 0 anonymous users