Jump to content


•.•oO คุณพลอยไพลิน คุณสิริกิติยา เจนเซ่น Oo•.•


1076 replies to this topic

#241 madam-jung

    Advanced Member

  • Members
  • PipPipPip
  • 1,078 posts

Posted 06 April 2009 - 03:38 AM

สารานุกรมไทย ฉบับกาญจนาภิเษก

เพลงเกียรติยศ โดย รองศาสตราจารย์ธงทอง จันทรางศุ



เพลงสรรเสริญพระบารมี


ธรรมเนียมการบรรเลง เพลงสรรเสริญพระบารมีเพื่อถวายความเคารพ มีขึ้นเป็นครั้งแรกในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว อันเป็นยุคสมัยที่ประเทศไทยเริ่มปรับเปลี่ยนประเทศให้มีความเจริญรุดหน้าทัดเทียมอารยประเทศ มูลเหตุนั้นมีมาตั้งแต่ครั้งสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวงเสด็จพระราชดำเนินประพาสสิงคโปร์ และปัตตาเวีย เมื่อปีพุทธศักราช ๒๔๑๓ เพื่อทรงศึกษาธรรมเนียมการจัดการปกครองประเทศมีแบบสมัยใหม่ และนับเป็นการเสด็จฯ ประพาสต่างประเทศของพระมหากษัตริย์ไทยครั้งแรกอีกด้วย ในเวลานั้นสิงคโปร์ยังเป็นอาณานิคมของประเทศอังกฤษ และปัตตาเวียเป็นอาณานิคมของฮอลันดา การรับเสด็จฯ ที่ปัตตาเวียในครั้งนั้น เกิดความขัดข้องขึ้นประการหนึ่ง คือ

ทางฝ่ายทหารกองเกียรติยศของฮอลันดาต้องการบรรเลงเพลงชาติหรือเพลงคำนับของฝ่ายไทย เพื่อรับเสด็จฯ ตามธรรมเนียมปฏิบัติ แต่ติดขัดที่ทางฝ่ายไทยยังไม่มีเพลงที่เหมาะสมสำหรับให้มิตรประเทศใช้บรรเลงในการรับเสด็จฯ ด้วยเหตุนี้ในเวลาต่อมาจึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้คิด แต่ง เพลงสรรเสริญพระบารมีขึ้นโดยอนุโลมตามธรรมเนียมนิยมของประเทศตะวันตก ในครั้งนั้นได้เปิดโอกาสให้ผู้สนใจแต่งทำนองเพลงส่งเข้าประกวด และเลือกทำนองเพลงที่แต่งโดยนาย Pyote Zuroosky ชาวรัสเซีย ให้กรมทหารมหาดเล็กใช้บรรเลงเป็นเพลงสรรเสริญพระบารมี

สำหรับเนื้อร้องนั้น ต่อมามีผู้ประพันธ์ขึ้นอีกหลายสำนวน แต่ละสำนวนมีถ้อยคำต่างกันเล็กน้อยตามฐานะของบุคคลที่ขับร้องถวาย เช่น สำนวนแรกที่มีการบรรเลงและขับร้องถวายนั้นสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ทรงแต่งขึ้นเพื่อให้วงดุริยางค์ทหารใช้บรรเลงในการรับเสด็จฯ เมื่อครั้งที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จนิวัตพระนคร หลังจากเสด็จพระราชดำเนินเยือนประเทศยุโรปครั้งแรก มีเนื้อร้องว่า

ข้าวรพุทธเจ้าเหล่าวิริยพล
พลาสบสมัยกาลปีติกมล
ร่วมนรจำเรียงพันธ์สรรดุริยทน
ศิริมณฑลธรรมสดุดีแด่นนฤบาล
ผลพระคุณ ธ รักษากายสุขสันต์
ขอบันดาล ธ ประสงค์ใด
จงสฤษดิ์ดังหวังวรหฤทัย
ดุจจะถวายชัย ฉะนี้


มีข้อสังเกตว่า เนื้อร้องเพลงสรรเสริญพระบารมีนั้น ยังมีหลายสำนวนและใช้ร้องถวายโดยบุคคลต่างๆ กัน เช่น นอกจากบทขับร้องของทหารในสำนวนแรกแล้ว ยังมีสำนวนสำหรับนักเรียนชาย นักเรียนหญิง ตลอดจนนักเรียนทั้งชายและหญิงใช้ขับร้องถวายอีกด้วย ต่อมาในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ทรงดัดแปลงเนื้อร้องของเก่าจนกลายเป็นสำนวนในปัจจุบัน ดังนี้

ข้าวรพุทธเจ้า
เอามโนและศิรกราน
นบพระภูมิบาล
บุญญดิเรก
เอกบรมจักรินทร์
พระสยามินทร์พระยศยิ่งยง
เย็นศิระเพราะพระบริบาล
ผลพระคุณ ธ รักษา
ปวงประชาเป็นสุขศานต์
ขอบันดาล ธ ประสงค์ใด
จงสฤษดิ์ดัง หวังวรหฤทัย
ดุจถวายชัย ชโย


สำหรับการบรรเลงเพลงสรรเสริญพระบารมีนั้น ตามระเบียบสำนักพระราชวังว่าด้วยการบรรเลงดุริยางค์ในการพระราชพิธีหรือพิธีการต่างๆ กำหนดไว้ว่า ใช้บรรเลงเพื่อรับเสด็จฯและส่งเสด็จฯ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ และสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมารหรือใช้บรรเลงในงานที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้มีผู้แทนพระองค์ โดยจะบรรเลงเมื่อเริ่มและจบงาน เป็นการถวายพระเกียรติยศ





Posted ImagePosted Image












เพลงมหาชัย

เพลงมหาชัยเป็นเพลงเกียรติยศใช้ในพิธีที่สมเด็จพระบรมราชกุมารี หรือสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ พระบรมราชวงศ์ชั้นสมเด็จเจ้าฟ้าและพระวรราชาทินัดดามาตุ เสด็จฯ หรือเสด็จเป็นประธานในพิธี ทั้งเวลาเสด็จฯ มาถึง หรือเสด็จมาถึง และเวลาเสด็จฯ กลับ หรือเสด็จกลับ

สำหรับทำนองเพลงนั้น สมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ทรงพระนิพนธ์ดัดแปลงขึ้นจากเพลงมหาชัยของเดิม ซึ่งเป็นเพลงหน้าพาทย์ลำดับที่ ๕ ในเพลงเรื่องทำขวัญให้มีทวงทำนองเป็นเพลงสากล เมื่อปีพุทธศักราช ๒๔๓๓ ขณะทรงดำรงตำแหน่งเสนาบดีกระทรวงกลาโหม เพื่อให้วงดุริยางค์ทหารบกนำไปบรรเลง ต่อมาสมเด็จฯ เจ้าฟ้าบริพัตรสุขุมพันธุ์ กรมพระนครสวรรค์วรพินิต ได้ทรงดัดแปลงแก้ไขทำนองเพลงของสมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ให้มีจังหวะกระชับและกะทัดรัดขึ้น ปรากฏว่าเป็นที่นิยมใช้บรรเลงกันอย่างแพร่หลายต่อมาตราบจนปัจจุบัน



Posted Image








เพลงมหาฤกษ์
เพลงมหาฤกษ์ของเดิมเป็นเพลงหน้าพาทย์ลำดับที่ ๒ ในเพลงเรื่องทำขวัญเช่นเดียวกับเพลงมหาชัย ใช้ในพิธีและงานมงคลทั่วไป เช่น พิธีไหว้ครู และแสดงโขนละคร ส่วนเพลงมหาฤกษ์ที่นิยมบรรเลงกันทั่วไปในปัจจุบัน ใช้บรรเลงในโอกาสหรือช่วงเวลาที่เหมาะสม และช่วงเวลาสำคัญของงาน เช่น เมื่อประธานกล่าวเปิดงาน เปิดแพรคลุมป้าย หรือเจิมศิลาฤกษ์ เป็นต้น ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวสมเด็จฯ เจ้าฟ้าบริพัตรสุขุมพันธุ์ กรมพระนครสวรรค์วรพินิต ทรงพระนิพนธ์ดัดแปลงจากเพลงมหาฤกษ์ทำนองเดิมของไทย แต่ให้มีท่วงทำนองแบบเพลงสากล ซึ่งเป็นที่นิยมใช้บรรเลงกันสืบมาจนทุกวันนี้



Posted Image



เพลงสำคัญของแผ่นดิน จากเว็บไซต์ กรมประชาสัมพันธ์



http://www.prd.go.th/thaisound/

user posted image


กรุณานำรูปออกพร้อมเครดิตค่ะ บ้านคุณพลอย & คุณใหม่ @popcornfor2.com


Link บ้านเก่าค่ะ

#242 madam-jung

    Advanced Member

  • Members
  • PipPipPip
  • 1,078 posts

Posted 06 April 2009 - 03:46 AM

เพลงชาติไทย


เป็นชื่อเพลงชาติของประเทศไทย ประพันธ์ทำนองโดย พระเจนดุริยางค์ ในช่วงหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 คำร้องฉบับแรกสุดโดยขุนวิจิตรมาตรา ซึ่งแต่งขึ้นภายหลังในปีเดียวกัน ต่อมาได้มีการแก้ไขเพิ่มเติมเนื้อร้องอีกหลายครั้งและได้เปลี่ยนมาใช้เนื้อร้องฉบับปัจจุบันเมื่อ พ.ศ. 2482



ประวัติ


กำเนิดของเพลงชาติไทย


ในสมัยสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ได้มีการใช้เพลงสรรเสริญพระบารมีเป็นเพลงถวายความเคารพพระมหากษัตริย์ตามธรรมเนียมสากล แม้เพลงดังกล่าวยังไม่ใช่เพลงชาติ (National Anthem) อย่างเป็นทางการก็ตาม แต่ก็ถืออนุโลมตามธรรมเนียมสากลว่าเป็นเพลงชาติของประเทศสยาม

เมื่อเกิดการเปลี่ยนแปลงการปกครอง ใน พ.ศ. 2475 คณะราษฎรได้ประกาศใช้เพลงชาติมหาชัย ซึ่งประพันธ์เนื้อร้องโดย เจ้าพระยาธรรมศักดิ์มนตรี (สนั่น เทพหัสดิน ณ อยุธยา) เป็นเพลงชาติอยู่ 7 วัน (ใช้ชั่วคราว ระหว่างรอพระเจนดุริยางค์แต่งเพลงชาติใหม่) แต่ไม่ได้รับความนิยมจากประชาชน ต่อมาจึงได้เปลี่ยนมาเป็นเพลงชาติฉบับที่แต่งทำนองโดยพระเจนดุริยางค์ เป็นเพลงชาติแทนเพลงสรรเสริญพระบารมี

ที่มาของทำนองเพลงชาติปัจจุบันนั้น จากบันทึกความทรงจำของพระเจนดุริยางค์ ได้เล่าไว้ว่า ราวปลายปี พ.ศ. 2474 เพื่อนนายทหารเรือชั้นผู้ใหญ่คนหนึ่งของท่าน คือ หลวงนิเทศกิลกิจ (กลาง โรจนเสนา) ได้ขอให้ท่านแต่งเพลงสำหรับชาติขึ้นเพลงหนึ่ง ในลักษณะของเพลงลามาร์แซแยส ซึ่งพระเจนดุริยางค์ได้บอกปฏิเสธ เพราะถือว่าเพลงสรรเสริญพระบารมีเป็นเพลงชาติอยู่แล้ว ทั้งการจะให้แต่งเพลงนี้ก็ยังไม่ใช่คำสั่งของทางราชการด้วย แม้ภายหลังหลวงนิเทศกลกิจจะมาติดต่อให้แต่งเพลงนี้อีกหลายครั้งก็ตาม พระเจนดุริยางค์ก็หาทางบ่ายเบี่ยงมาตลอด เพราะท่านสงสัยว่าการขอร้องให้แต่งเพลงนี้เกี่ยวข้องกับการเมือง ประกอบกับในเวลานั้นก็มีข่าวลือเรื่องการปฏิวัติอย่างหนาหูด้วย

หลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง ในวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2475 ผ่านไปได้ประมาณ 5 วันแล้ว หลวงนิเทศกลกิจ ซึ่งพระเจนดุริยางค์รู้ภายหลังว่าเป็น 1 ในสมาชิกคณะราษฎรด้วย ได้กลับมาขอร้องให้ท่านช่วยแต่งเพลงชาติอีกครั้ง โดยอ้างว่าเป็นความต้องการของคณะผู้ก่อการ ท่านเห็นว่าคราวนี้หมดทางที่จะบ่ายเบี่ยง เนื่องจากสถานการณ์ทางการเมืองในเวลานั้นอยู่ในระยะหัวเลี้ยวหัวต่อ จึงขอเวลาในการแต่งเพลงนี้ 7 วัน และแต่งสำเร็จในวันจันทร์ที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2475 ซึ่งเป็นวันสุดท้ายที่ตนได้กำหนดนัดหมายวันแต่งเพลงชาติไว้ ขณะที่นั่งบนรถรางสายบางขุนพรหม-ท่าเตียน เพื่อไปปฏิบัติราชการที่สวนมิสกวัน จากนั้นจึงได้เรียบเรียงเสียงประสานสำหรับให้วงดุริยางค์ทหารเรือบรรเลง และมอบโน้ตเพลงนี้ให้หลวงนิเทศกลกิจนำไปบรรเลง ในการบรรเลงตนตรีประจำสัปดาห์ที่พระที่นั่งอนันตสมาคมในวันพฤหัสบดีถัดมา พร้อมทั้งกำชับว่าให้ปิดบังชื่อผู้แต่งเพลงเอาไว้ด้วย

อย่างไรก็ตาม หนังสือพิมพ์ศรีกรุงก็ได้ลงข่าวเรื่องการประพันธ์เพลงชาติใหม่โดยเปิดเผยว่า พระเจนดุริยางค์เป็นผู้แต่งทำนองเพลงนี้ ทำให้พระเจนดุริยางค์ถูกเจ้าพระยาวรพงศ์พิพัฒน์ เสนาบดีกระทรวงวัง ตำหนิอย่างรุนแรงในเรื่องนี้ แม้ภายหลังพระยามโนปกรณ์นิติธาดา นายกรัฐมนตรี จะได้ชี้แจงว่าท่านและสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นผู้คิดการแต่งเพลงนี้ และเพลงนี้ก็ยังไม่ได้รับรองว่าเป็นเพลงชาติเนื่องจากยังอยู่ในระหว่างการทดลองก็ตาม แต่พระเจนดุริยางค์ก็ได้รับคำสั่งปลดจากทางราชการให้รับเบี้ยบำนาญ ฐานรับราชการครบ 30 ปี และหักเงินเดือนครึ่งหนึ่งเป็นบำนาญ อีกครึ่งที่เหลือเป็นเงินเดือน โดยให้รับราชการต่อไปในอัตราเงินเดือนใหม่นี้ ในเดือนตุลาคมปีเดียวกันนั้นเอง

ส่วนเนื้อร้องของเพลงชาตินั้น คณะผู้ก่อการได้ทาบทามให้ขุนวิจิตรมาตรา (สง่า กาญจนาคพันธ์) เป็นผู้ประพันธ์ โดยคำร้องที่แต่ขึ้นนั้นมีความยาว 2 บท สันนิษฐานว่าเสร็จอย่างช้าก่อนวันที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2475 เนื่องจากมีการคันพบโน้ตเพลงพร้อมเนื้อร้องซึ่งตีพิมพ์โดยโรงพิมพ์ศรีกรุง ซึ่งลงวันที่ตีพิมพ์ในวันดังกล่าว แม้เพลงนี้จะเป็นเพลงที่ได้รับความนิยมจากประชาชนทั่วไปก็ตาม แต่เพลงนี้ก็ยังไม่ได้มีการประกาศอย่างเป็นทางการว่าเป็นเพลงชาติ และมีการจดจำต่อๆ กันไปเรื่อยๆ โดยไม่มีใครรู้ที่มาชัดเจน ดังปรากฏว่า มีการคัดลอกเนื้อเพลงชาติของขุนวิจิตรมาตราส่งเข้าประกวดเนื้อเพลงชาติฉบับราชการ เมื่อ พ.ศ. 2476 โดยอ้างว่าตนเองเป็นผู้แต่งด้วย

เนื้อร้องที่ขุนวิจิตรมาตราประพันธ์เริ่มแรกสุด ก่อนที่จะมีการแก้ไขเมื่อมีการประกวดเนื้อเพลงชาติฉบับราชการ ใน พ.ศ. 2476 มีดังนี้ (โปรดเทียบกับเนื้อร้องฉบับราชการ พ.ศ. 2477 ในหัวข้อ เพลงชาติไทยฉบับ พ.ศ. 2475 และ พ.ศ. 2477)

แผ่นดินสยามนามประเทืองว่าเมืองทอง ไทยเข้าครองตั้งประเทศเขตต์แดนสง่า

สืบชาติไทยดึกดำบรรพ์โบราณลงมา ร่วมรักษาเอกราษฎร์ชนชาติไทย

บางสมัยศัตรูจู่มารบ ไทยสมทบสวนทัพเข้าขับไล่ไล่

ตะลุยเลือดหมายมุ่งผดุงผะไท สยามสมัยบุราณรอดตลอดมา

อันดินแดนสยามคือว่าเนื้อของเชื้อไทย น้ำรินไหลคือว่าเลือดของเชื้อข้า

เอกราษฎร์คือกระดูกที่เราบูชา เราจะสามัคคีร่วมมีใจ

ยึดอำนาจกุมสิทธิ์อิสสระเสรี ใครย่ำยีเราจะไม่ละให้

เอาเลือดล้างให้สิ้นแผ่นดินของไทย สถาปนาสยามให้เทิดชัยไชโย





เพลงชาติสยามฉบับราชการ พ.ศ. 2477

ในปี พ.ศ. 2477 รัฐบาลได้จัดประกวดเนื้อร้องเพลงชาติใหม่ ผลปรากฏว่าเนื้อร้องของขุนวิจิตรมาตรายังคงได้รับการรับรองให้ใช้อีกต่อไป แต่มีการเพิ่มเนื้อร้องของนายฉันท์ ขำวิไล เข้าต่อท้ายอีก 2 บท (แต่ละบทมีความยาว 8 วรรค) ทำให้เนื้อร้องเพลงชาติยาวมากเกินไป เพราะเนื้อร้องของเดิมของขุนวิจิตรมาตรามีความยาวถึง 2 บท (16 วรรค) อยู่แล้ว เมื่อรวมกับเนื้อร้องของนายฉันท์ด้วยแล้ว เนื้อร้องเพลงชาติทั้งหมดจะมีความยาวถึง 32 วรรค หากจะร้องเพลงชาติให้ครบทั้งสี่บทจะต้องใช้เวลาร้องถึง 3 นาที 52 วินาที (เฉลี่ยแต่ละท่อนรวมดนตรีนำด้วยทั้งเพลงตกที่ท่อนละ 35 วินาที) ในสมัยนั้นคนไทยส่วนใหญ่จึงนิยมร้องแต่เฉพาะบทร้องของขุนวิจิตรมาตราเท่านั้น และต่อมาภายหลังจึงไม่มีการขับร้อง คงเหลือแต่เพียงทำนองเพลงบรรเลงเท่านั้น



เพลงชาติสยามฉบับสังเขป พ.ศ. 2478

ในปี พ.ศ. 2478 รัฐบาลของพระยาพหลพลพยุหเสนาได้ออกระเบียบการบรรเลงเพลงสรรเสริญพระบารมีและเพลงชาติ ลงวันที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2478 (มีผลบังคับใช้ในวันที่ 15 กุมภาพันธ์ ปีเดียวกัน) ระเบียบดังกล่าวนี้ได้มีการกำหนดให้แบ่งการบรรเลงเพลงสรรเสริญพระบารมีและเพลงชาติออกเป็น 2 แบบ คือ การบรรเลงแบบพิสดาร (บรรเลงตามความยาวปกติเต็มเพลง) และการบรรเลงแบบสังเขป ในกรณีของเพลงชาตินั้น ได้กำหนดให้บรรเลงเพลงชาติฉบับสังเขปในการพิธีที่เกี่ยวข้องกับประชาชน สโมสรสันนิบาต โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพิธีปกติ ส่วนการบรรเลงแบบเต็มเพลงนั้นให้ใช้ในงานพิธีใหญ่เท่านั้น

ในระเบียบดังกล่าวได้อ้างเหตุผลสำคัญในการลดความยาวเพลงชาติลงไปว่า

"เพลงชาติต่างๆ ที่เป็นชาติใหญ่หรือมหาอำนาจสำคัญ มักมีเพลงประจำชาติสั้นๆ แต่ชาติเล็กๆ น้อยๆ มักใช้เพลงชาติยาวๆ ชาติยิ่งเล็กเท่าไรยิ่งมีความยาวของเพลงมากเท่านั้น"

ท่อนของเพลงชาติที่ตัดมาใช้บรรเลงแบบสังเขปนั้น คือท่อนขึ้นต้น (Introduction) ของเพลงชาติ (เทียบกับเนื้อร้องเพลงชาติฉบับปัจจุบันก็คือตั้งแต่ท่อน สละเลือดทุกหยาดเป็นชาติพลี จนจบเพลง) ความยาวประมาณ 10 วินาที ไม่มีการขับร้องใดๆ ประกอบ



เพลงชาติไทย พ.ศ. 2482 - ปัจจุบัน



ในปี พ.ศ. 2482 "ประเทศสยาม" ได้เปลี่ยนชื่อเป็น "ประเทศไทย" รัฐบาลจึงได้จัดประกวดเนื้อร้องเพลงชาติไทยใหม่เพื่อให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงชื่อประเทศ โดยกำหนดเงื่อนไขยังคงใช้ทำนองของพระเจนดุริยางค์อยู่เช่นเดิม แต่กำหนดให้มีเนื้อร้องความยาวเพียง 8 วรรคเท่านั้น และปรากฏคำว่า "ไทย" ซึ่งเป็นชื่อประเทศอยู่ในเพลงด้วย ผลการประกวดปรากฏว่าเนื้อร้องของพันเอกหลวงสารานุประพันธ์ ซึ่งส่งประกวดในนามกองทัพบกได้รับรางวัลชนะเลิศ รัฐบาลไทยจึงได้ประกาศรับรองให้ใช้เป็นเนื้อร้องเพลงชาติไทยเมื่อวันที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2482 และใช้เรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน

การประกวดเพลงชาติครั้งนี้ได้ปรากฏหลักฐานว่ามีผู้มีชื่อเสียงในทางการประพันธ์เพลงและนักวีหลายท่าน เช่น เจ้าพระยาธรรมศักดิ์มนตรี แก้ว อัจฉริยะกุล ชิต บุรทัต เป็นต้น ซึ่งรวมถึงผู้ประพันธ์เนื้อเพลงชาติสองฉบับแรก (ขุนวิจิตรมาตรา และฉันท์ ขำวิไล) ได้ส่งเนื้อร้องของตนเองเข้าประกวดด้วย แต่ปรากฏว่าไม่ผ่านการตัดสินครั้งนั้น เฉพาะเนื้อร้องที่ขุนวิจิตรมาตราแต่งใหม่นั้น ปรากฏว่ามีการใช้คำว่า "ไทย" ถึง 12 ครั้ง[6]


เนื้อเพลง

เพลงชาติไทยฉบับปัจจุบัน


ทำนอง:
พระเจนดุริยางค์ (ปิติ วาทยะกร)
คำร้อง: พันเอก หลวงสารานุประพันธ์ (นวล ปาจิณพยัคฆ์)

ประเทศไทยรวมเลือดเนื้อชาติเชื้อไทย

เป็นประชารัฐ ไผทของไทยทุกส่วน

อยู่ดำรงคงไว้ได้ทั้งมวล

ด้วยไทยล้วนหมาย รักสามัคคี

ไทยนี้รักสงบ แต่ถึงรบไม่ขลาด

เอกราชจะไม่ให้ใครข่มขี่

สละเลือดทุกหยาดเป็นชาติพลี

เถลิงประเทศชาติไทยทวี มีชัย ชโย



เพลงชาติไทยฉบับ พ.ศ. 2475 และ พ.ศ. 2477



http://toolserver.org/~gmaxwell/jorbis/JOr...%29.ogg&wiki=th


และ พ.ศ. 2477

http://toolserver.org/~gmaxwell/jorbis/JOr...%29.ogg&wiki=th


ประพันธ์ทำนองโดยพระเจนดุริยางค์ ใช้เป็นเพลงชาติไทยตั้งแต่ พ.ศ. 2475 โดยช่วงแรกใช้คำร้องที่ประพันธ์โดย ขุนวิจิตรมาตรา (สง่า กาญจนาคพันธุ์) ต่อมาปลายปี พ.ศ. 2476 รัฐบาลได้จัดการประกวดเนื้อร้องเพลงชาติ และประกาศรับรองเนื้อร้องที่แก้ไขเพิ่มเติมใหม่โดยขุนวิจิตรมาตรา และเนื้อร้องที่แต่งโดยนายฉันท์ ขำวิไล ซึ่งเป็นฉบับที่ชนะการประกวด เป็นเนื้อร้องเพลงชาติฉบับทางราชการ เมื่อวันที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2477


ทำนอง: พระเจนดุริยางค์ (ปิติ วาทยะกร) คำร้อง: ขุนวิจิตรมาตรา

(บทที่ 1 และบทที่ 2)แต่งเมื่อ พ.ศ. 2475

แก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ. 2477 ทำนอง: พระเจนดุริยางค์ (ปิติ วาทยะกร)คำร้อง: ฉันท์ ขำวิไล
(บทที่ 3 และบทที่ 4)แต่งเมื่อ พ.ศ. 2477


ประกาศใช้เพิ่มเติมจากเนื้อร้องเดิมในปีเดียวกัน แผ่นดินสยามนามประเทืองว่าเมืองทอง
ไทยเข้าครองตั้งประเทศเขตต์แดนสง่า สืบเผ่าไทยดึกดำบรรพ์โบราณลงมา
รวมรักษาสามัคคีทวีไทย บางสมัยศัตรูจู่โจมตี
ไทยพลีชีพร่วมรวมรุกไล่ เข้าลุยเลือดหมายมุ่งผดุงผะไท
สยามสมัยบุราณรอดตลอดมา อันดินสยามคือว่าเนื้อของเชื้อไทย
น้ำรินไหลคือว่าเลือดของเชื้อข้า เอกราษฎร์คือเจดีย์ที่เราบูชา
เราจะสามัคคีร่วมใจ รักษาชาติประเทศเอกราชจงดี
ใครย่ำยีเราจะไม่ละให้ เอาเลือดล้างให้สิ้นแผ่นดินของไทย
สถาปนาสยามให้เทอดไทยไชโย เหล่าเราทั้งหลายขอน้อมกายถวายชีวิต
รักษาสิทธิ์อิสระ ณ แดนสยาม ที่พ่อแม่สู้ยอมม้วยด้วยพยายาม
ปราบเสี้ยนหนามให้พินาศสืบชาติมา แม้ถึงภัยไทยด้อยจนย่อยยับ
ยังกู้กลับคงคืนได้ชื่นหน้า ควรแก่นามงามสุดอยุธยา
นั้นมิใช่ว่าจะขัดสนหมดคนดี เหล่าเราทั้งหลายเลือดและเนื้อเชื้อชาติไทย
มิให้ใครเข้าเหยียบย่ำขยำขยี้ ประคับประคองป้องสิทธิ์อิสรเสรี
เมื่อภัยมีช่วยกันจนวันตาย จะสิ้นชีพไว้ชื่อให้ลือลั่น
ว่าไทยมั่นรักชาติไม่ขาดสาย มีไมตรีดียิ่งทั้งหญิงทั้งชาย
สยามมิวายผู้มุ่งหมายเชิดชัยไชโย



Posted Image

user posted image


กรุณานำรูปออกพร้อมเครดิตค่ะ บ้านคุณพลอย & คุณใหม่ @popcornfor2.com


Link บ้านเก่าค่ะ

#243 madam-jung

    Advanced Member

  • Members
  • PipPipPip
  • 1,078 posts

Posted 06 April 2009 - 03:50 AM

เพลง พ่อแห่งแผ่นดิน

เป็นเพลงเฉลิมพระเกียรติ เนื่องในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงเจริญพระชนมพรรษา 80 พรรษา ในวันที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2550


ประวัติ

เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 80 พรรษา 5 ธันวาคม 2550 คณะกรรมการเอกลักษณ์ของชาติ ร่วมกับสมาคมนักร้องแห่งประเทศไทย สมาคมดนตรีแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ สถานีวิทยุโทรทัศน์กองทัพบก โทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทย และศาลาเฉลิมกรุง ได้จัดทำเพลงเฉลิมพระเกียรติ พ่อแห่งแผ่นดิน เพื่อให้ชาวไทยทั่วโลกใช้เป็นสื่อสัญลักษณ์ในการแสดงความจงรักภักดี แด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลมหาราช โดยมีนักร้องร่วมขับร้องเพลงนี้ทั้งหมด 81 ท่าน ซึ่งเป็นจำนวนมากที่สุดเท่าที่มีการจัดทำเพลงเฉลิมพระเกียรติ


รายนามผู้ประพันธ์เพลง


คำร้อง

ชาลี อินทรวิจิตร
อาจินต์ ปัญจพรรค์
สุนทรียา ณ เวียงกาญจน์
สุรพล โทณะวณิก


ทำนองและเรียบเรียงเสียงประสาน

เรืออากาศตรี ศ.พิเศษ ดร.แมนรัตน์ ศรีกรานนท์
วิรัช อยู่ถาวร
พิมพ์ปฏิภาณ พึ่งธรรมจิตต์
จิรวุฒิ กาญจนะผลิน

รายนามผู้ขับร้องเพลง

นักร้องชาย จำนวน 41 ท่าน นักร้องหญิง จำนวน 40 ท่าน

สุเทพ วงศ์กำแหง
ชรินทร์ นันทนาคร
ธานินทร์ อินทรเทพ
วินัย พันธุรักษ์
มีศักดิ์ นาครัตน์
ชรัมภ์ เทพชัย
สเกน สุทธิวงศ์
พรเทพ เทพชัย
ศักดา อิทธิชัย
นิทัศน์ ละอองศรี
อโศก สุขศิริพรฤทธิ์
มนตรี สีหเทพ
กรกันต์ สุทธิโกเศศ
ฉัตรชัย ภู่โชติ
นนทวรรธน์ ภู่โชติ
ภาสกรณ์ รุ่งเรืองนพรัตน์
เอกรัตน์ แคว้นคอนฉิม
ทรงสิทธิ์ รุ่งนพคุณศรี
ธงไชย แมคอินไตย์
พันกร บุญยะจินดา
พรภิรมย์ พินทะปะกัง (ไมค์ ภิรมย์พร)
รณชัย ถมยาปริวัฒน์ (อ๊อด คีรีบูน)
วิชัย ปุญญะยันต์
วิภู กำเนิดดี
ศรราม เทพพิทักษ์
เศรษฐา ศิระฉายา
สบไชย ไกรยูรเสน (ฟอร์ด)
สมา สวยสด
สุทธิพงศ์ วัฒนจัง (ชมพู ฟรุ้ตตี้)
สุรชัย สมบัติเจริญ
เสรี รุ่งสว่าง
พลพล พลกองเส็ง
ชรัส เฟื่องอารมณ์
วิรุจน์ สโรบล
เอดเวอร์ด แวนโซ
สร่างศัลย์ เรืองศรี (หนู มิเตอร์)
มนตรี แพร่ศิริพุฒิพงศ์
ณรงค์ แซ่วี (รุ่ง สุริยา)
จารึก วิริยะกิจ
วสุ แสงสิงแก้ว
ธานี พูนสุวรรณ
สวลี ผกาพันธ์
รวงทอง ทองลั่นทม
จินตนา สุขสถิตย์
ขวัญรวี กาญจนะผลิน
จิตติมา เจือใจ
โฉมฉาย อรุณฉาน
ดาวใจ ไพจิตร
ทิพย์วัลย์ ปิ่นภิบาล
นันทวัน เมฆใหญ่
แพทย์หญิงพันทิวา สินรัชตานันท์
ลินจง บุญนากรินทร์
ศรวณี โพธิเทศ
อุมาพร บัวพึ่ง
อุไรวรรณ ทรงงาม
ธุรดี อารีรอบ
พรทิพย์ พันตาวงษ์
ภัทรภร บัวก้านทอง
สุพรรณี โคตรสุโน
สุภาพร เพฑูวิริยาเวทย์
กรรณิการ์ อารีสมาน
กัญญารัตน์ กุยสุวรรณ
ฉันทนา กิติยพันธ์
ธนพร แวกประยูร (ปาน)
ธีรนัยน์ ณ หนองคาย
นนทิยา จิวบางป่า
พัชริดา วัฒนา
สุดา ชื่นบาน
เสาวลักษณ์ ลีละบุตร
อรวรรณ วิเศษพงศ์
อรวี สัจจานนท์
อิสริยา คูประเสริฐ
นภาดา สุขกฤต
สิรินันท์ ว่องกุศลกิจ
สิรินทรา นิยากร
จรรยา เผ่าจินดา (สด แจ่มศรี)
วงจันทร์ ไพโรจน์
ภัคประวีร์ ทองแย้ม
กรองทอง ทัศนพันธุ์
ศิริพร อยู่ยอด
แคทลียา ศริสวัสดิ์


เนื้อเพลง

(หญิง) อัครศิลปิน กรองศาสตร์กรองศิลป์ การดนตรี ร้อยกรอง บทกวี ซึ้งกมล
ตราบฟากฟ้า ครึ้มฝน ต้นไม้ทุกต้นพลอยยินดี รู้รักสามัคคี เพื่อพ่อแห่งไทย

(ชาย)
เหล่าประชาคารวะ สดุดี แผ่นดินนี้มีสุข ด้วยองค์พระทรงชัย
บรรดา ชาติชน ชื่นชมสมใจ ถวายบังคมเทิดไท้ ภูมิพลมหาราชา

(หญิง)
ภักดีถวาย ดวงใจของไทยทั้งชาติ มหาราช ปราดเปรื่องเรื่องของกีฬา

(ชาย)
ล้ำเลิศสื่อสาร พลังงานแทนแก้ปัญหา ฝนหลวงฟ้าห่วงชาวนา ชาติไทยนับว่าโชคดี

(พร้อม) ทรงนำเศรษฐกิจพอเพียงหล่อเลี้ยงชีวา เป็นปรัชญา เกริกฟ้าก้องปฐพี
ไทยทั้งผองภูมิใจ ไทยเป็นไทยจนวันนี้ เพราะองค์ภูมิพลที่ คุ้มครองไทย

user posted image


กรุณานำรูปออกพร้อมเครดิตค่ะ บ้านคุณพลอย & คุณใหม่ @popcornfor2.com


Link บ้านเก่าค่ะ

#244 madam-jung

    Advanced Member

  • Members
  • PipPipPip
  • 1,078 posts

Posted 06 April 2009 - 03:54 AM


เพลงสดุดีมหาราชา
เป็นเพลงที่เกิดจากการประพันธ์ทำนองและคำร้องร่วมกันโดย ชาลี อินทรวิจิตร, สมาน กาญจนะผลิน และสุรัสน์ พุกกะเวส เพื่อประกอบภาพยนตร์เรื่อง "ลมหนาว" ของ ชรินทร์ นันทนาคร นำแสดงโดย มิตร ชัยบัญชา, เพชรา เชาวราษฎร์ และอรัญญา นามวงศ์ เมื่อ พ.ศ. 2509

ปัจจุบันเพลงนี้มีการขับร้องเพื่อถวายพระพรพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ เนื่องในวโรกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษาของทั้งสองพระองค์อยู่เสมอ โดยถือเป็นธรรมเนียมทั่วไปว่าเพลงนี้ต้องขับร้องหลังการร้องเพลงสรรเสริญพระบารมี และมีการจุดเทียนชัยถวายพระพร

รัฐบาลได้จัดเพลงนี้ให้เป็น 1 ใน 6 เพลงสำคัญของแผ่นดิน ตามมติคณะรัฐมนตรีลงวันที่ 30 ธันวาคม พ.ศ. 2546

คำร้อง: ชาลี อินทรวิจิตร/ สมาน กาญจนะผลิน
ทำนอง: สุรัสน์ พุกกะเวส


ขอเดชะองค์พระประมุขภูมิพล มิ่งขวัญปวงชนประชาชาติไทย

มหาราชขัตติยภูวไนย ดุจร่มโพธิ์ร่มไทรของปวงประชา

ขอเดชะองค์สมเด็จพระราชินี คู่บุญบารมีจักรีเกริกฟ้า

องค์สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาราชา ข้าพระพุทธเจ้าขอสดุดี

อ่าองค์พระสยมบรมราชันขวัญหล้า เปล่งบุญญาสมสง่าบารมี

ผองข้าพระพุทธเจ้า น้อมเกล้าขออัญชุลี

สดุดีมหาราชา สดุดีมหาราชินี
(ซ้ำ)





Posted Image

user posted image


กรุณานำรูปออกพร้อมเครดิตค่ะ บ้านคุณพลอย & คุณใหม่ @popcornfor2.com


Link บ้านเก่าค่ะ

#245 madam-jung

    Advanced Member

  • Members
  • PipPipPip
  • 1,078 posts

Posted 06 April 2009 - 04:01 AM

"แสงหนึ่ง" (Spectrum) เป็นเพลงประกอบนิทรรศการนี้ ประพันธ์เนื้อร้องและทำนอง โดย บอย โกสิยพงษ์ ขับร้องโดย นภ พรชำนิ และบรรเลงเปียโนโดย โต๋-ศักดิ์สิทธิ์ เวชสุภาพร


เนื้อเพลง แสงหนึ่งคือรุ้งงาม


เพลง / MV / Title : แสงหนึ่งศิลปิน / Artist : นพ พนชำนิ อัลบั้ม / Album :
Lyrics / เนื้อเพลง แสงหนึ่ง คือรุ้งงาม

รู้ไหมว่าเราซาบซึ้งใจแค่ไหน และรู้ไหมว่าเรานั้น ปลาบปลื้มเท่าไหร่ ที่ได้มีเธอ เป็นพลังอันสำคัญ
เพราะว่าเรานั้นรู้เธอทำเพื่อใคร เหน็ดเหนื่อยแค่ไหน เธอไม่ไหวหวั่น เพื่อที่จะให้เรานั้นได้เดินต่อไป
แม้ว่าจะไม่มีใครมองเห็นเธอ แต่ว่าสำหรับเรานั้น...

เธอเหมือนดังกับแสง ที่มองไม่เห็น แต่เมื่อส่องมาสะท้อน สิ่งที่ซ่อนเร้น
ก็เด่นชัดขึ้นทันที เปรียบเธอกับแสง แม้ไม่มีสี
แต่เธอก็สะท้อน ความจริงให้โลกนี้ ได้พบเห็นสิ่งดี ๆ ว่างดงามเพียงใด

ถึงแม้ว่าพรุ่งนี้ จะเป็นเช่นไร วันและคืนจะหมุนเปลี่ยนสักเท่าไหร่ เรานั้นก็แน่ใจ ว่าจะมีเธอยืนอยู่ข้างหลัง

แม้ว่าจะไม่มีใครมองเห็นเธอ แต่สำหรับเรานั้น...

เธอเหมือนดังกับแสง ที่มองไม่เห็น แต่เมื่อส่องมาสะท้อน สิ่งที่ซ่อนเร้น ก็เด่นชัดขึ้นทันที
เปรียบเธอกับแสง แม้ไม่มีสี แต่เธอก็สะท้อน ความจริงให้โลกนี้ ได้พบเห็นสิ่งดี ๆ ว่างดงามเพียงใด

จึงอยากขอมอบเพลง เพลงนี้ให้ ให้เธอรับรู้ว่าสำหรับเรา เธอสำคัญเพียงไหน

เธอเป็นดั่งแสง ที่มองไม่เห็น แต่เมื่อส่องมาสะท้อน สิ่งที่ซ่อนเร้น ก็เด่นชัดขึ้นทันที
เปรียบเธอกับแสง แม้ไม่มีสี แต่เธอก็สะท้อน ความจริงให้โลกนี้ ได้พบเห็นสิ่งดี ๆ ว่างดงามเพียงใด
แต่เธอก็สะท้อน ความจริงให้โลกนี้ ได้พบเห็นสิ่งดี ๆ ว่างดงามเพียงใด

user posted image


กรุณานำรูปออกพร้อมเครดิตค่ะ บ้านคุณพลอย & คุณใหม่ @popcornfor2.com


Link บ้านเก่าค่ะ

#246 madam-jung

    Advanced Member

  • Members
  • PipPipPip
  • 1,078 posts

Posted 06 April 2009 - 04:04 AM


สารานุกรมไทย ฉบับกาญจนาภิเษก


หุ่นยนต์ คุณหมอพระราชทาน โดย ศาสตราจารย์ คุณหญิงแม้นมาส ชวลิต และคนอื่นๆ

หุ่นยนต์เป็นสิ่งประดิษฐ์ที่สำคัญอย่างยิ่งที่จะใช้ได้ไนอนาคต หุ่นยนต์จะใช้แทนมนุษย์สัตว์ เครื่องมือ ฯลฯ เพื่อให้ทำงานในที่ที่มนุษย์เข้าไปไม่ได้ เช่น ในที่ที่มีความร้อนสูงหรือมีความเย็นจัด มนุษย์หรือสัตว์ไม่สามารถเข้าไปได้ แต่หุ่นยนต์เข้าไปได้ รวมทั้งโต้น้ำหรือในอวกาศ หรือในที่ที่มีการติดเชื้ออย่างรุนแรง

หุ่นยนต์อาจจะมีขนาดเล็กหรือใหญ่ หรือมีรูปร่างอย่างโดก็ได้ แล้วแต่ความประสงค์ของผู้ใช้งาน หรือจะใช้บังคับจากที่โดที่หนึ่งที่อยู่ไกลๆ ก็ได้ เช่น การผ่าตัดข้ามโลกด้วยหุ่นยนต์แทนศัลยแพทย์ผู้ชำนาญ ใช้ไนการสู้รบและทำลายศัตรูก็ได้ เมื่อเข้าไปใกล้ศัตรู หุ่นยนต์ก็จะถูกกดปุ่มให้ระเบิดตัวเอง ทำให้ศัตรูถูกระเบิดไปด้วยประโยชน์ของหุ่นยนต์มีอีกมากมาย เพราะหุ่นยนต์ทำงานซ้ำๆ กันได้โดยไม่ผิดพลาด ไม่รู้สึกเหน็ดเหนื่อยหรือง่วงนอน และสามารถสร้างความสนใจได้ ประการสุดท้ายคือ หุ่นยนต์ สามารถทำงานตามคำสั่งได้อย่างดียิ่ง



Posted Image


พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถเสด็จฯ ทอดพระเนตรหุ่นยนต์ ซึ่งเป็นผลงานของวิทยาลัยเทคนิคกรุงเทพฯ (ปัจจุบันคือสถาบันเทคโนโลยีราชมงคล วิทยาเขตเทคนิคกรุงเทพฯ)


พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชมหาราชทรงเข้าพระทัยในเรื่องนี้เป็นอย่างดีว่าหุ่นยนต์ก็คือ ยอดของ “ไอที” นั่นเอง พระองค์มีพระราชประสงค์ที่จะปลูกฝังให้สร้าง “หุ่นยนต์” ขึ้นไนประเทศไทย เพื่อจะได้นำไปใช้ในกิจการต่างๆ ทั้งในการสื่อสาร การเรียนการสอนการอุตสาหกรรม การแพทย์ ฯลฯ ซึ่งสถานที่ที่จะปลูกฝังสิ่งเหล่านี้ได้ดีที่สุดคือ สถานศึกษา

เมื่อปีพุทธศักราช ๒๔๙๗ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้เสด็จฯ ไปทรงเปิดงานศิลปหัตถกรรมนักเรียน ที่จัดขึ้นเป็นประจำทุกปีที่โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย เพื่อให้นักเรียนได้แสดงผลงาน ความรู้ความสามารถ และได้แลกเปลี่ยนความรู้กันระหว่างนักเรียนและนักศึกษาตลอดจนได้ทำงานร่วมกัน อันเป็นเหตุให้เกิดความสามัคคี และได้ช่วยกันพัฒนาความรู้ศิลปวิทยา และศิลปหัตถกรรมให้เจริญก้าวหน้าเมื่อพระองค์ทรงเปิดงานเรียบร้อยแล้ว ได้เสด็จทอดพระเนตรผลงานของนักเรียน นักศึกษาด้วยความสนพระทัย และที่ทรงสนพระทัยมากคือ รถยนต์ขนาดใหญ่บังคับด้วยวิทยุ ที่สามารถใช้งานได้จริงๆ ซึ่งเป็นผลงานของวิทยาลัยเทคนิคกรุงเทพฯ (ปัจจุบันคือ สถาบันเทคโนโลยีราชมงคล วิทยาเขตเทคนิคกรุงเทพฯ) แล้วมีพระราชกระแสรับสั่งถาม อาจารย์สนั่น สุมิตร ผู้อำนวยการวิทยาลัยเทคนิคกรุงเทพฯ ในขณะนั้นว่า “ทำหุ่นยนต์ที่เดินได้ ได้ไหม”อาจารย์สนั่น จึงกราบบังคมทูลตอบไปว่า “ได้ พะย่ะค่ะ” ทรงรับสั่งถามต่อไปว่า “จะต้องใช้เงินเท่าใด” อาจารย์สนั่น สุมิตร กราบบังคมทูลว่า “ประมาณ๒๐,๐๐๐ บาท พะย่ะค่ะ”

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงรับสั่งว่า “จะให้เขาจัดเงินให้” ต่อมาไม่นานนัก พระบาทสมเด็จพระจ้าอยู่หัวก็พระราชทานพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์แก่วิทยาลัยเทคนิคกรุงเทพฯ จำนวน ๒๐,๐๐๐ บาท เพื่อสร้างหุ่นยนต์ตามพระราชประสงค์



Posted Image


การเรียนการสอนวิชาวิทยุ (ต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็นแผนกวิชาช่างอิเล็กทรอนิกส์) ที่วิทยาลัยเทคนิคกรุงเทพฯ




อาจารย์สนั่น สุมิตร ได้ปรึกษากับอาจารย์สวัสดิ์ หงษ์พร้อมญาติ หัวหน้าเผนกวิทยุ วิทยาลัยเทคนิคกรุงเทพฯ ซึ่งเป็นผู้สร้างรถยนต์บังคับด้วยวิทยุ ว่าจะทำอย่างไรจึงจะสร้างหุ่นยนต์ได้ตามพระราชประสงค์ อาจารย์สวัสดิ์ หงษ์พร้อมญาติ ก็รับรองว่าสร้างได้แน่นอนจึงได้เริ่มลงมือสร้างทันที โดยมีอาจารย์สวัสดิ์ หงษ์พร้อมญาติ เป็นแม่งาน

ในขณะนั้น งานด้านอิเล็กทรอนิกส์ยังไม่ก้าวหน้านัก เครื่องวิทยุยังใช้หลอดอยู่ แต่เนื่องจากอาจารย์สวัสดิ์ หงษ์พร้อมญาติ เชี่ยวชาญทั้งด้านอิเล็กทรอนิกส์ และด้านแมกแคนิกส์อีกทั้งช่างวิทยุมีเครื่องกลึงและเลื่อยสายพานที่สามารถใช้ตัดโลหะได้ทุกอย่าง จึงได้ใช้เลื่อยตัดอะลูมิเนียมให้เป็นตัวหุ่นยนต์และแขนขาหุ่นยนต์ ส่วนหัว หน้า และมือ ใช้วิธีปั้นและทาสี ซึ่งทำได้เหมือนคนมาก เครื่องรับส่งและเครื่องบังคับวิทยุจะอยู่ที่ท้องของหุ่น แล้วใส่แบตเตอรี่และสายพานที่เท้าหุ่น ทำให้หุ่นเดินได้ เครื่องส่งและอุปกรณ์ที่จะบังคับให้หุ่นเดิน ยกมือไหว้ พูด ฟัง โต้ตอบ และทำงานได้อีกหลายอย่างจะอยู่นอกตัวหุ่น หุ่นจะเดินได้ด้วยการบังคับจากภายนอก เมื่อสร้างเสร็จเรียบร้อยแล้ว จึงนำมาทดลองใช้งานดู เมื่อเห็นว่าใช้ได้ อาจารย์สนั่นจึงได้นำความกราบบังคมทูลให้ทราบฝ่าละอองธุลีพระบาทว่าหุ่นยนต์ได้สร้างเสร็จแล้วตามพระราชประสงค์ โดยที่ส่วนประกอบทุกชิ้นสร้างในแผนกวิทยุของวิทยาลัยเทคนิคกรุงเทพฯ



Posted Image



หุ่นยนต์คุณหมอที่ได้รับการปรับปรุงแก้ไขให้มีความสมบูรณ์ตามแนวพระราชดำริ



การนำหุ่นยนต์ทูลเกล้าฯ ถวายพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

เมื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงทราบว่า ได้สร้างหุ่นยนต์เสร็จเรียบร้อยแล้วจึงมีพระราชกระแสรับสั่งกำหนดวันและเวลา ให้ผู้อำนวยการวิทยาลัยเทคนิคกรุงเทพฯ นำหุ่นยนต์เข้าถวายให้ทอดพระเนตร อาจารย์สนั่น สุมิตร อาจารย์สวัสดิ์ หงษ์พร้อมญาติ พร้อมด้วยอาจารย์แผนกวิทยุ และนักศึกษาวิทยาลัยเทคนิคกรุงเทพฯ ที่ได้ช่วยกันสร้างหุ่นยนต์จึงเข้าเฝ้าฯ และได้บังคับหุ่นยนต์ให้ทอดพระเนตรตามพระราชประสงค์ ปรากฏว่า เป็นที่พอพระราชหฤทัยเป็นอย่างยิ่ง และได้ทรงพระเมตตาพระราชทานแนวพระราชดำริในการปรับปรุงแก้ไขให้หุ่นยนต์มีความสมบูรณ์ยิ่งขึ้น อีกทั้งได้มีพระราชกระแสรับสั่งไห้สวมเสื้อผ้าให้หุ่นยนต์ด้วย โดยให้สวมเสื้อกาวน์เป็นหุ่นยนต์คุณหมอที่หน้าอกติดกาชาดสีแดง




การปรับปรุงหุ่นยนต์ตามแนวพระราชดำริ

อาจารย์สนั่น สุมิตร และอาจารย์สวัสดิ์ หงษ์พร้อมญาติ ได้ถวายบังคมลาและนำหุ่นยนต์กลับมาแก้ไขตามแนวพระราชดำริโดยด่วน เช่น เสริมโครงสร้างให้แข็งแรงขึ้น จัดโปรแกรมการเดินและการเคลื่อนไหวให้ดีขึ้นโดยใช้โปรแกรมจากความถี่ต่างๆ ซึ่งเทียบได้กับโปรแกรมคอมพิวเตอร์ในปัจจุบัน หุ่นยนต์ที่ได้รับการแก้ไขแล้ว มีการเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็วและมั่นคงแข็งแรงขึ้น เสียงที่พูดโต้ตอบชัดเจนขึ้น แต่งกายแบบคุณหมอสวมเสื้อกาวน์สีขาวยาวคลุมตัวหุ่น หน้าอกติดกาชาดสีแดง และมีเครื่องฟังของคุณหมอที่ใช้ตรวจคนไข้ด้วย ทุกอย่างได้จัดตามแนวพระราชดำริที่ได้รับพระราชทานมา



Posted Image


หุ่นยนต์คุณหมอพระราชทานผลงานของวิทยาลัยเทคนิคกรุงเทพฯ




ความสามารถของหุ่นยนต์คุณหมอ

หุ่นยนต์คุณหมอสามารถเดินได้ ยกมือได้ไหว้ได้ ฟังได้ พูดได้ โต้ตอบได้ ทำงานบางอย่างแทนคนได้ วินิจฉัยโรคได้ (ถ้ามีแพทย์คอยควบคุม) ข้อสำคัญคือ ทำงานแทนคุณหมอในที่ที่มีการติดเชื้อโรคได้ โดยการควบคุมจากระยะไกล


การแสดงหุ่นยนต์คุณหมอในงานกาชาด

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมีพระราชกระแสรับสั่งให้นำหุ่นยนต์คุณหมอไปแสดงในงานกาชาด ที่สถานเสาวภา ปรากฏว่า หุ่นยนต์คุณหมอพระราชทานช่วยประชาสัมพันธ์งานได้อย่างดียิ่ง ทั้งยังให้คำแนะนำในเรื่องการรักษาสุขภาพอนามัยแก่ประชาชนที่มาชมงาน ตลอดจนตอบปัญหาทางจิตได้เป็นอย่างดี โดยมีอาจารย์สวัสดิ์ หงษ์พร้อมญาติ คอยควบคุมและบางครั้งก็มอบหมายให้ นายอุดม จะโนภาษ และอาจารย์วิทยาลัยเทคนิคกรุงเทพฯ แผนกวิทยุช่วยควบคุมและตอบปัญหาต่างๆ


ผลของการสร้างหุ่นยนต์
การสร้างหุ่นยนต์ในครั้งนั้น ทำให้ทราบว่ามีคนอีกจำนวนมากที่ต้องการที่พึ่ง โดยวินิจฉัยจากการที่ผู้คนมาถามปัญหากับหุ่นยนต์คุณหมอถ้ามีหุ่นยนต์คุณหมอคอยตอบปัญหา ก็จะช่วยประชาชนที่มีปัญหาทางจิตได้มาก เพราะคนไข้ไม่ต้องอายหมอ

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้พระราชทานหุ่นยนต์คุณหมอแก่วิทยาลัยเทคนิคกรุงเทพฯ สำหรับไว้ใช้สอนนักศึกษา ทำให้นักศึกษาของวิทยาลัยเทคนิคกรุงเทพฯ ได้เรียนเกี่ยวกับการโทรคมนาคม คือ การติดต่อสื่อสารทางไกล เทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ และเทคโนโลยีอัตโนมัติ จากหุ่นยนต์ เพราะหุนยนต์นั้นก็คือ“ ไอที หรืออินฟอร์เมชัน เทคโนโลยี (lnformation Technology) นั่นเอง

ตัวหุ่นยนต์เดินได้ ทำงานได้ เคลื่อนไหวได้ เป็นเทคโนโลยีอัตโนมัติ

หุ่นยนต์พูดได้ ตอบปัญหาได้ ฟังได้วินิจฉัยโรคได้ เป็นเทคโนโลยีโทรคมนาคม

หุ่นยนต์จำได้ และทำงานตามโปรแกรมได้ คือ เทคโนโลยีคอมพิวเตอร์

หุ่นยนต์คุณหมอเป็นหุ่นยนต์ตัวแรกในโลก ที่มีรูปร่างคล้ายคน ขนาดเท่าคนจริง และแต่งกายแบบคุณหมอ

ด้วยสายพระเนตรที่ยาวไกลของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงเห็นว่าในที่ที่ติดเชื้อคุณหมอที่เป็นคนจะเสี่ยงต่อการติดเชื้อ ถ้าใช้หุ่นยนต์คุณหมอจะไม่มีอันตราย และคนย่อมต้องการให้คุณหมอที่คล้ายคนรักษามากกว่าคุณหมอในรูปอื่นๆ

หุ่นยนต์คุณหมอพระราชทานจะมีความทันสมัยอยู่เสมอ และจะพัฒนาให้ใช้ได้นับร้อยนับพันปี เพราะถ้าไม่สามารถรักษาคนไข้ด้วยคุณหมอที่เป็นคนได้ การรักษาด้วยหุ่นยนต์ ที่คล้ายคนก็ดีกว่าการรักษาด้วยวิธีอื่น

คุณสมบัติอย่างหนึ่งของหุ่นยนต์คุณหมอคือ ไม่ติดเชื้อ จึงไม่ต้องกลัวเชื้อโรค ถึงแม้จะมีเชื้อโรคติดมาตามเสื้อผ้าก็สามารถที่จะใช้รังสีฆ่าเชื้อโรคนั้นได้ ก่อนออกจากตู้ปฏิบัติการ

ในปีพุทธศักราช ๒๔๙๘ คงจะไม่มีใครคาดคิดว่า ต่อไปในวันข้างหน้าจะมีโรคติดต่ออย่างร้ายแรง ซึ่งคุณหมอที่เข้าไปรักษาคนไข้อาจติดเชื้อโรคร้ายจากคนไข้ได้ เช่น คุณหมอที่เข้าไปผ่าตัดผู้ที่ป่วยเป็นโรค “เอดส์” ที่ประสบอุบัติเหตุ คุณหมอจะไม่มีโอกาสตรวจเลือดก่อนได้เลย และถ้าเลือดของผู้ป่วยเข้าไปในตัวของคุณหมอ คุณหมอก็จะติดเชื้อโรคร้ายได้

หากใช้หุ่นยนต์คุณหมอผ่าตัด หรือรักษาคนไข้ หุ่นยนต์คุณหมอจะไม่ติดเชื้อโรคอย่างแน่นอน นับเป็นคุณสมบัติเพียงข้อเดียวในจำนวนอีกหลายข้อ ที่จะแสดงให้เห็นว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมีพระราชดำริกว้างไกลเพียงใด

เหตุใดพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจึงมีพระราชประสงค์ให้สร้างหุนยนต์คุณหมอ อาจจะเป็นเพราะพระองค์ทรงห่วงใยคุณหมอทั้งโลก ที่จะต้องเผชิญกับเชื้อโรคอย่างไม่มีทางหลีกเลี่ยงเพราะคุณหมอต้องมีจรรยาบรรณ เมื่อพบคนเจ็บป่วยก็ต้องรักษา แม้จะทราบว่าตนเองอาจได้รับอันตราย แต่ถ้ามีหุ่นยนต์คุณหมอช่วยรักษาในที่ที่มีการติดเชื้อ คุณหมอที่เป็นคนก็จะปลอดภัยแม้ว่าขณะนี้จะมีการผ่าตัดผ่านดาวเทียมโดยหุ่นยนต์แล้วก็ตาม แต่หุ่นยนต์นั้นก็มีหน้าตาไม่เหมือนคุณหมอ หุ่นยนต์ที่หน้าตาเหมือนคุณหมอที่เป็นคนใจดีย่อมทำงานได้ดีกว่า และเมื่อได้รับการพัฒนาก็จะมีประสิทธิภาพกว่าหุ่นยนต์ชนิดอื่นขณะนี้มีหุ่นยนต์คุณหมอตัวเดียวในโลก แต่ในไม่ช้าหุ่นยนต์คุณหมอพระราชทานอาจจะได้รับการพัฒนามาช่วยชีวิตคนได้อีกมากมาย และจะพัฒนาต่อไปอีกอย่างไม่มีที่สิ้นสุด

ไม่มีผู้ใดในโลกนี้ที่จะเข้าใจและห่วงใยคุณหมอเท่ากับพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เพราะสมเด็จพระบรมราชชนกทรงเป็นหมอที่อุทิศทุกสิ่งทุกอย่างให้กับวงการแพทย์ พระองค์จึงทรงเข้าใจและทรงห่วงใยคุณหมอยิ่งนัก

พระราชดำริเรื่องหุ่นยนต์คุณหมอของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวนี้ นับเป็นสิ่งที่มีค่ายิ่งทั้งในประเทศไทยและทั่วโลก ในอนาคต ในที่ที่มีการติดเชื้อได้ง่าย หรือในเขตโรคติดต่อ หุ่นยนต์คุณหมอพระราชทานจะเข้าไปปฏิบัติหน้าที่แทนคุณหมอที่เป็นคนได้อย่างแน่นอน และนี่คือพระราชดำริที่มีพระอัจฉริยภาพอยางยิ่งของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชมหาราชของชาวไทย

user posted image


กรุณานำรูปออกพร้อมเครดิตค่ะ บ้านคุณพลอย & คุณใหม่ @popcornfor2.com


Link บ้านเก่าค่ะ

#247 madam-jung

    Advanced Member

  • Members
  • PipPipPip
  • 1,078 posts

Posted 06 April 2009 - 04:13 AM


Real Parenting vol. 5 no. 50 April 2009

ข้อความบนปก : เจริญ 4 ชันษา เจ้าฟ้าพระองค์น้อย


Posted Image

user posted image


กรุณานำรูปออกพร้อมเครดิตค่ะ บ้านคุณพลอย & คุณใหม่ @popcornfor2.com


Link บ้านเก่าค่ะ

#248 madam-jung

    Advanced Member

  • Members
  • PipPipPip
  • 1,078 posts

Posted 06 April 2009 - 04:25 AM

ขนมลิ้นหมา บ้างเรียกว่า เข้าหนมเปี่ยง หรือเข้าเปี่ยง เป็นขนมที่ทำมาจากแป้งข้าวเหนียวดำนวดกับน้ำจนหนืดแต่ไม่เละ เติมเกลือให้มีรสเค็มเล็กน้อย บ้างใช้แป้งข้าวเหนียวสีขาวนวดกับน้ำอ้อยและเกลือให้มีรสหวานๆ เค็มๆ นำมะพร้าวขูดคลุกกับน้ำตาลทราย ช่วยให้ขนมอร่อย และน่ารับประทาน (รัตนา พรหมพิชัย, 2542, หน้า 824; รัตนา ไชยนันท์, สัมภาษณ์, 28 มิถุนายน 2550)


Posted ImagePosted Image

user posted image


กรุณานำรูปออกพร้อมเครดิตค่ะ บ้านคุณพลอย & คุณใหม่ @popcornfor2.com


Link บ้านเก่าค่ะ

#249 madam-jung

    Advanced Member

  • Members
  • PipPipPip
  • 1,078 posts

Posted 06 April 2009 - 04:31 AM

เปงม้ง (หรือเปม้ง)


Posted Image

ทำจากแป้งข้าวเจ้าโม่ (หรือแป้งสด;ข้าวที่นำไปโม่...นิยมแร่หลายกันอยูในจังหวัดแม่ฮ่องสอน บ้านคุณตาของ จขบ.มีโมหินสำหรับโม่แป้งอยู่อันนึง แป้งข้าวเจ้าโม่นีนำไปทำขนมครกจะอร่อยเป็นพิเศษ) เคี่ยวกับกะทีและน้ำอ้อยปึกสีน้ำตาลหวานหอม และใช้ผงฟูเป็นตัวเร่งให้ฟู

user posted image


กรุณานำรูปออกพร้อมเครดิตค่ะ บ้านคุณพลอย & คุณใหม่ @popcornfor2.com


Link บ้านเก่าค่ะ

#250 madam-jung

    Advanced Member

  • Members
  • PipPipPip
  • 1,078 posts

Posted 06 April 2009 - 04:32 AM

ข้าวส้ม คือข้าวสวยคลุกเคล้ากับขมิ้นหรือมะเขือเทศที่มีมากในฤดูร้อน และกระเทียมเจียว ปั้นเป็นแผ่นกลมแบน นิยมกินกับยำถั่วแขกและพริกทอด

ข้าวเหลือง คือข้าวเหนียวคลุกขมิ้นปั้นเป็นก้อนกลม โรยหอมเจียว นิยมกินกับชิ้นลุง ซึ่งเป็นหมูสับหยาบ ๆ ปั้นเป็นก้อนกลมผัดกับน้ำมันหอมกลิ่นขมิ้นและตะไคร้



:rolleyes: :rolleyes:



ข้าวกั้นจิ้น คือข้าวสวยคลุกเลือหมูห่อใบตองนึ่ง โรยกระเทียมเจียว กินกับพริกทอด และมักขายคู่กับขนมจีนน้ำเงี้ยว



Posted Image

user posted image


กรุณานำรูปออกพร้อมเครดิตค่ะ บ้านคุณพลอย & คุณใหม่ @popcornfor2.com


Link บ้านเก่าค่ะ

#251 madam-jung

    Advanced Member

  • Members
  • PipPipPip
  • 1,078 posts

Posted 06 April 2009 - 04:42 AM

Posted Image



ข่างปอง
ขายอยู่ทั่วไปในตลาด ทำจากผักหลายชนิดคลุกเคล้ากันน้ำพริกที่ปรุงด้วยกะปิ ตะไคร้ พริกป่น และเกลือ แล้วชุบแป้งทอดกรอบ



Posted Image

Posted Image


Posted Image

ขนมอาละหว่า ทำจากแป้งข้าวเจ้า กะทิ และน้ำตาลอ้อย กวนให้สุกเหนียว ใส่ถาดสง แล้วนำไปผิงหน้าให้เป็นสีน้ำตาลคล้ายขนมหม้อแกง





Posted Image

ถั่วฟูซิ่ง



Posted Image


สาระฟู




Posted Image

ข้าวปุ๋ก




Posted Image

ส่วยทะมิน



Posted Image






Posted Image

ข้าวปุ๊กยูนาน ทำมาจากข้าวเหนียวดำ โดยเอาข้าวเหนียวดำมาล้างน้ำให้สะอาด แล้วเอาไปนึ่งให้สุก หลังจากที่นึ่งสุกแล้ว ก็เอาข้าวเหนียวดำมาตำ ตำ ตำ แล้วก็ตำ ให้เหนียว จากนั้นทำให้เป็นแผ่นวางลงในใบตอง หากใครซื้อข้าวปุ๊ก แม่ค้าก็จะเอาข้าวปุ๊กที่ทำไว้เป็นแผ่น มาใส่น้ำอ้อย(น้ำตาลทรายแดง)แล้วนำไปปิ้งไฟให้พอง พอเหลืองเพื่อให้น้ำตาลข้างในละลาย หรือใครอยากทานแบบไม่ใส่น้ำตาลหรือแบบกรอบๆก็สามารถ

user posted image


กรุณานำรูปออกพร้อมเครดิตค่ะ บ้านคุณพลอย & คุณใหม่ @popcornfor2.com


Link บ้านเก่าค่ะ

#252 madam-jung

    Advanced Member

  • Members
  • PipPipPip
  • 1,078 posts

Posted 06 April 2009 - 04:46 AM

ข้าวแคบ และถั่วเน่าอัดแผ่น

Posted Image

user posted image


กรุณานำรูปออกพร้อมเครดิตค่ะ บ้านคุณพลอย & คุณใหม่ @popcornfor2.com


Link บ้านเก่าค่ะ

#253 madam-jung

    Advanced Member

  • Members
  • PipPipPip
  • 1,078 posts

Posted 06 April 2009 - 04:50 AM

อิ่วก้วยเจ้ลั้ง


Posted Image

http://www.moohin.co...bangkok/aolkoy/

user posted image


กรุณานำรูปออกพร้อมเครดิตค่ะ บ้านคุณพลอย & คุณใหม่ @popcornfor2.com


Link บ้านเก่าค่ะ

#254 madam-jung

    Advanced Member

  • Members
  • PipPipPip
  • 1,078 posts

Posted 06 April 2009 - 04:57 AM

ขอโทษนะคะหายไปนาน เพราะว่า เกรง ๆ ข่าวที่มีพฤติกรรมหมิ่นเบื้องสูง และ หมิ่นศาสนา(พุทธ) ก็ไม่รู้ว่าเราทำผิดไปมั่งมั๊ยเลยหยุดไปแป๊บนึงน่ะค่ะ อะไรแบบนี้ แต่ก็ผ่านไปด้วยดีนะคะ เพราะเราไม่เกี่ยว ฮ่า ....



กรุงเทพธุรกิจ แฉว่า ทางกระทรวงไอซีที มีนโยบายทั้ง Hack และ Crack เวบไซด์ที่มีพฤติกรรมหมิ่นเบื้องสูง และ หมิ่นศาสนา(พุทธ) ซึ่งอันที่จริงแล้ว กรณีหมิ่นศาสนานั้น ก็มีกันเป็นปกติอยู่แล้ว ไม่ว่าศาสนาไหนก็โดนหมิ่นกันทั้งสิ้น เวบไซด์ที่มีอยู่เป็นล้านๆเวบไซด์ การควบคุมเป็นเรื่องที่ยากลำบาก แต่ที่น่าสังเกตก็คือ กรณี หมิ่นเบื้องสูง ซึ่งเคยมีกรณีบล็อค Youtube ในยุคสมัยเผด็จการศักดินาทรราช ครองเมืองยาวนานเกือบปี ทั้งๆที่สามารถทำกันเป็นการลับเฉพาะ URL นั้นๆก็ได้ แต่ไิอซีทีในยุคหัวเหม่ง ปากเก่งแต่ไร้สาระ กลับบล็อคทั้งเวบ เพราะ ดร.......และฝ่ายต่อต้านเผด็จการศักดินาทรราช ใช้เป็นช่องทางในการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารแต่มาอ่านดูจากเนื้อหาสาระของข่าวนี้แล้ว เป้าหมายที่แท้จริง น่าจะเป็นเรื่องการหมิ่นเบื้องสูง เสียมากกว่า ซึ่งต้องเข้าใจว่า ในเวลานี้ เวบไซด์ที่มีลักษณะ วิเคราะห์ข่าวสารบ้านเมืองในเชิงลึก ที่เป็นของต่างประเทศ มีไม่กี่แห่ง และก็มักจะเสนอบทความ ในเชิงวิชาการ “แฉ” เบื้องหลัง เบื้องลึกอะไรต่างๆ ที่เวบไซด์หรือสื่อในเมืองไทย ไม่สามารถนำเสนอได้ เสมอๆ (เผลอๆจะเป็น คนสื่อฯในเมืองไทย นี่แหละ ที่ส่งบทความให้เวบไซด์เหล่านั้น เพราะมันรู้ลึกเสียเหลือเกิน) ต่างจากเวบไซด์หมิ่นฯ ในอดีต ที่จะเป็นการกล่าวหาใส่ร้ายกันอย่างไร้สาระ ก็แล้วแต่จะคิดจะทำกันก็แล้วกัน เพราะ “เข้าใจและเห็นใจ หัวอกข้าราชการจริงๆ”


http://killerpress.wordpress.com/2008/03/2...B9%89%E0%B8%AD/

user posted image


กรุณานำรูปออกพร้อมเครดิตค่ะ บ้านคุณพลอย & คุณใหม่ @popcornfor2.com


Link บ้านเก่าค่ะ

#255 madam-jung

    Advanced Member

  • Members
  • PipPipPip
  • 1,078 posts

Posted 14 April 2009 - 01:14 AM

สารานุกรมไทย ฉบับกาญจนาภิเษก

คณะองคมนตรี โดย ศาสตราจารย์ ดร.บวรศักดิ์ อุวรรณโณ

ในระบอบการปกครองที่มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขนั้น โดยปกติพระมหากษัตริย์จะมีคณะที่ปรึกษาชุดหนึ่ง เพื่อถวายความคิดเห็นในพระราชกิจทั้งปวงที่ทรงปรึกษา หรือมีพระบรมราชโองการให้กระทำการอย่างใดอย่างหนึ่งถวาย คณะบุคคลดังกล่าวมีชื่อเรียกต่างๆ กัน แต่โดยทั่วไปมักจะมีชื่อเรียกว่า “คณะองคมนตรี”



Posted Image

พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงเป็นองค์ประธานในที่ประชุมเสนาบดี



คณะองคมนตรีอังกฤษ ต้นกำเนิดคณะองคมนตรีไทย

การปกครองของอังกฤษแต่โบราณตั้งแต่ราชวงศ์คอร์ดแมน พระมหากษัตริย์อังกฤษจะมีสภาที่ปรึกษา (Curia Reggaes) ซึ่งประกอบด้วยขุนนางเจ้าศักดินาและข้าราชบริพารในราชสำนักคนสำคัญ มีหน้าที่ถวายคำปรึกษา และดำเนินการตามที่พระมหากษัตริย์มีพระบรมราชโองการแต่หากเป็นเรื่องเล็กน้อยประจำวัน ข้าราชบริพารกับขุนนางที่อยู่ในราชสำนักจะเป็นผู้กระทำการและหากเป็นเรื่องสำคัญ พระมหากษัตริย์ก็จะทรงเรียกประชมขุนนางคนสำคัญเพิ่มขึ้น หากเป็นเรื่องที่สำคัญยิ่ง เช่น การประกาศสงครามหรือการเพิ่มภาษี พระมหากษัตริย์จะทรงเรียกประชุมขุนนางเจ้าศักดินาน้อยใหญ่ในลักษณะสภาศักดินา และข้าราชบริพารในราชสำนักก็จะทำหน้าที่ทางธุรการ

ครั้นเวลาล่วงไป กลุ่มต่างๆ ในสภาที่ปรึกษา (Curia Reggaes) ที่มีความชำนาญทางเทคนิคต่างกันก็จะแยกกันทำงานเป็นหมู่ กล่าวคือถ้าพระมหากษัตริย์ทรงเรียกประชุมสภาที่ปรึกษาชุดใหญ่ (the great council) ในกิจการสำคัญก็จะทรงเรียกเช่นนั้นต่อๆ มา จนสภานี้พัฒนามาเป็นรัฐสภา (Parliament) ในยุคต่อมา แต่ถ้าเป็นเรื่องไม่สำคัญ พระมหากษัตริย์ก็จะทรงเรียกขุนนางผู้ใกล้ชิดและข้าราชบริพารในราชสำนักไม่กี่คนมาประชุม การดำเนินการต่อๆ มาทำให้การเรียกประชุมนี้กลายเป็นการประชุมคณะองคมนตรี (Privy Council) และพระมหากษัตริย์ในคณะองคมนตรี (The King in Council) ก็จะทรงใช้พระราชอำนาจบริหารและพระราชอำนาจตุลาการไปพร้อมๆ กัน

ในบางยุค เช่น ในราชวงศ์ทิวดอร์ (Tudor) พระมหากษัตริย์ทรงใช้คณะองคมนตรีมากกว่ารัฐสภา คณะองคมนตรีจึงมีอำนาจมากจนถึงยุคที่โอลิเวอร์ ครอมเวล ปกครองอังกฤษ (interregnum) คณะองคมนตรีก็หมดบทบาทโดยสิ้นเชิง

สำหรับจำนวนคณะองคมนตรีก็ขึ้นอยู่กับพระมหากษัตริย์แต่ละพระองค์ อาทิ ในพุทธศักราช ๒๕๔๐ มีองคมนตรีรวม ๑๙ คน ในเวลาสวรรคตของพระเจ้าเฮนรี่ที่ ๘ คณะองคมนตรีมี ๒๙ คน ในรัชสมัยพระเจ้าเอ็ดเวิร์ดที่ ๖ มีองคมนตรี ๔๐ คน ในรัชสมัยสมเด็จพระนางเจ้าอลิซาเบธที่ ๑ มีองคมนตรีประมาณ ๑๒ ถึง ๒๐ คน ในรัชสมัยพระเจ้าชาร์ลส์ที่ ๒ มีองคมนตรี ๒๘ คน

อย่างไรก็ตาม คณะองคมนตรีอังกฤษได้หมดบทบาททางการเมืองลงอย่างสิ้นเชิงในรัชสมัยพระเจ้าจอร์จที่ ๑ เพราะเกิดคณะรัฐมนตรี (Cabinet) ที่แยกออกไปจากคณะองคมนตรีขึ้นแทน แต่คณะองคมนตรียังคงมีอยู่ และเป็นองค์กรที่พระมหากษัตริย์จะทรงใช้ตามคอมมอนลอว์หรือกฎหมายจารีตประเพณีที่ปฏิบัติกันมาแต่โบราณ เฉพาะในเรื่องทางการบางเรื่องที่พระมหากษัตริย์ในอดีตเคยทรงใช้พระราชอำนาจในคณะองคมนตรีมาแล้วเท่านั้น





Posted Image

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ แก่พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรี




สาเหตุที่คณะองคมนตรีหมดบทบาทลงไป เพราะพระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์อังกฤษลดลงมากภายหลังการขัดแย้งกับรัฐสภาในปีคริสต์ศักราช ๑๖๘๘ โดยเฉพาะพระราชอำนาจนิติบัญญัติ จะทรงใช้โดยผ่านรัฐสภา (Parliament) เท่านั้น และพระราชอำนาจบริหารจะทรงใช้โดยผ่านคณะรัฐมนตรี (Cabinet) เท่านั้น ส่วนพระราชอำนาจตุลาการก็เป็นอำนาจของศาล โดยมีศาลสภาขุนนาง(House of Lords) ด้วยเหตุนี้ คณะองคมนตรีอังกฤษตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ ๑๘ เป็นต้นมาจึงเป็นคณะที่ปรึกษาของพระมหากษัตริย์เมื่อจะทรงใช้พระราชอำนาจ (royal persogative) ในเรื่องบางเรื่องที่ไม่อยู่ในอำนาจของรัฐสภา คณะรัฐมนตรี และศาลเท่านั้น

ในปัจจุบัน คณะองคมนตรีอังกฤษประกอบด้วยองคมนตรีประมาณ ๔๐๐ คน ซึ่งพระมหากษัตริย์อังกฤษทรงแต่งตั้งจากบุคคลที่มีชื่อเสียงของสังคมอังกฤษ และในจักรภพอังกฤษทั้งนี้ โดยคำแนะนำของนายกรัฐมนตรี องคมนตรีอังกฤษจะพ้นจากตำแหน่งเมื่อเสียชีวิต หรือเมื่อครบ ๖ เดือน นับแต่พระมหากษัตริย์ที่ทรงแต่งตั้งสวรรคต เว้นแต่พระมหากษัตริย์พระองค์ใหม่จะทรงแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งต่อไป อนึ่งคณะรัฐมนตรี (Cabinet) ทุกคนจะต้องเป็นองคมนตรี ถ้ายังไม่ได้เป็นก็จะทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ดำรงตำแหน่งองคมนตรีด้วย

ภายในประเทศอังกฤษ พระมหากษัตริย์ในคณะองคมนตรีจะทรงใช้พระราชอำนาจบริหารเป็นส่วนใหญ่ อาทิ การตราพระราชกฤษฎีกา (Order in Council) ตามพระราชอำนาจแต่ดั้งเดิม หรือตามพระราชบัญญัติ ต้องทำโดยคำแนะนำของคณะรัฐมนตรี โดยพระมหากษัตริย์ไม่ต้องทรงรับผิดชอบทางการเมืองแต่รัฐมนตรีผู้ถวายคำแนะนำจะเป็นผู้รับผิดชอบแทน ทั้งนี้ ไม่ว่ารัฐมนตรีนั้นจะร่วมประชุมในคณะองคมนตรีในเวลาที่เรื่องนั้น ๆ เข้าพิจารณาหรือไม่นอกจากนั้น คณะองค มนตรียังถวายคำแนะนำในการประกาศพระบรมราชโองการ (royal procla mation) เช่น ประกาศพระบรมราชโองการยุบสภา หรือเรียกประชุมสภา อย่างไรก็ตาม การประชุมนี้เป็นการประชุมเพื่อลงสัตยาบันข้อเสนอที่เสนอโดยคณะรัฐมนตรีเท่านั้น โดยใช้เวลาในการประชุมน้อยมาก คือ ยืนประชุมให้ความเห็นชอบ โดยมีองคมนตรีมาประชุมเพียง ๓-๔ คน เท่านั้น

ในจักรภพอังกฤษ พระมหากษัตริย์ในคณะองคมนตรีจะทรงใช้ทั้งพระราชอำนาจนิติบัญญัติ บริหาร และตุลาการ เช่น การใช้พระราชอำนาจออกและแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญของอาณานิคม นอกจากนั้น คณะกรรมการตุลาการของคณะองคมนตรี (the Judicial committee of the Privy Council) ซึ่งประกอบด้วยประธานองคมนตรีและองคมนตรีที่เคยเป็นผู้พิพากษามาก่อน รวมทั้งองคมนตรีที่แต่งตั้งจากผู้พิพากษาที่มีชื่อเสียงในประเทศในจักรภพ เช่น ประเทศออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ คณะกรรมการดังกล่าวทำหน้าที่ศาลสูงสุดของประเทศในจักรภพ ประเทศในอารักขา เกาะ Channel เกาะ Man และรับอุทธรณ์จากคณะกรรมการของแพทยสภา และสังฆสภาของอังกฤษ

โดยสรุป ในปัจจุบัน คณะองคมนตรีอังกฤษไม่ได้มีบทบาทใดๆ ทั้งสิ้น ยกเว้นคณะกรรมการตุลาการของคณะองคมนตรีที่ทำหน้าที่ศาลเท่านั้น



Posted Image

สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถทรงกล่าวปฏิญาณพระองค์ต่อรัฐสภาเพื่อทรงทำหน้าที่ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์



พระราชบัญญัติปรีวี เคาน์ซิล คือที่ปรึกษาในพระองค์ และพัฒนาการของคณะองคมนตรีในประเทศไทย

ในปีพุทธศักราช ๒๔๑๗ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงตราพระราชบัญญัติสำคัญ ๒ ฉบับ ได้แก่ พระราชบัญญัติ เคาน์ซิลออฟสเตท คือ ที่ปรึกษาราชการแผ่นดิน และพระราชบัญญัติปรีวี เคาน์ซิล คือ ที่ปรึกษาในพระองค์ โดยที่ปรึกษาราชการแผ่นดิน (เคาน์ซิลออฟสเตท) นั้น อาจทรงได้แนวพระราชดำริมาจากสภาแห่งรัฐ (Council of State หรือ Consul d'Etat) ของฝรั่งเศส ส่วนที่ปรึกษาในพระองค์ (ปรีวี เคาน์ซิล) นั้นทรงได้แนวพระราชดำริมาจากคณะองคมนตรีอังกฤษอย่างแน่นอน

สภาทั้งสองมีหน้าที่ตามกฎหมายต่างกัน คือ สภาที่ปรึกษาราชการแผ่นดินนั้น มีพระราชประสงค์ให้ “ช่วยคิดราชการแผ่นดินซึ่งจะให้มีคุณมีประโยชน์ทำนุบำรุงพระนครทั่วพระราชอาญาเขต ให้ราษฎรอยู่เย็นเป็นสุข” (พระราชปรารภในพระราชบัญญัติเคาน์ซิลออฟสเตท คือ ที่ปรึกษาราชการแผ่นดิน) โดยมีหน้าที่หลัก คือ ถวายความเห็นในข้อราชการแผ่นดินที่ทรงปรึกษาหารือ และถวายคำแนะนำในการทรงตรากฎหมาย ดังปรากฏความตอนหนึ่งในพระราชดำรัสเปิดรัฐมนตรีสภา เมื่อวันที่ ๒๔ มกราคม ร.ศ. ๑๑๓ (พุทธศักราช ๒๔๓๗) ความว่า “ตั้งแต่ปีแรก ๆ ในราชสมบัติของเรานั้นเราได้มีความคิดเห็นว่า ถ้าจะได้มีผู้ประกอบสติปัญญาประชุมกันอยู่เป็นอัตราบ้าง สำหรับที่จะได้ช่วยกันแก้ไขกฎหมายเก่าที่ใช้ไม่ได้แล้ว และสำหรับที่จะได้คิดทำกฎหมายใหม่ ดังนี้ ก็จะเป็นการดีอยู่ เหตุฉะนั้น เราจึงได้ตั้งที่ปรึกษาราชการแผ่นดินที่เราได้เป็นประธานเองนั้น เป็นที่ประชุมอันหนึ่งซึ่งได้เห็นเป็นประโยชน์ที่ได้ตกแต่งการที่เกี่ยวข้องด้วยกฎหมายมาเป็นหลายปีแล้ว” ผลงานของสภาที่ปรึกษาราชการแผ่นดินมีหลายประการ อาทิ การตรากฎหมายเกษียณอายุลูกทาส เป็นต้น

ส่วนสภาที่ปรึกษาในพระองค์นั้น ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สืบราชการเรื่องใดเรื่องหนึ่ง แล้วทำรายงานทูลเกล้าฯ ถวาย หรือชำระคดีความเรื่องใดเรื่องหนึ่งโดยมีอำนาจเหมือนศาลรับสั่ง เป็นที่แน่ชัดว่า ปรีวี เคาน์ซิล หรือสภาที่ปรึกษาในพระองค์นี้ ทรงได้แนวพระราชดำริมาจากอังกฤษ เพราะแม้แต่วาระการดำรงตำแหน่งขององคมนตรี หรือที่เรียกในเวลานั้นว่า ปรีวี เคาน์ซิล ก็มีวาระจนสิ้นแผ่นดิน และอยู่ต่อไปได้อีก ๖ เดือน หลังจากพระมหากษัตริย์ผู้ทรงแต่งตั้งสวรรคต (ดูข้อ ๑ พระราชบัญญัติปรีวี เคาน์ซิล คือ ที่ปรึกษาในพระองค์) ทั้งยังใช้พระราชอำนาจทรงแต่งตั้งคอมมิชชั่น (Commission) ทำนองเดียวกับคณะกรรมการของคณะองคมนตรีอังกฤษอีกด้วย ส่วนคอมมิตตีออฟปรีวี เคาน์ซิล (Committee of Privy Council) ก็ทำหน้าที่เป็นศาลรับสั่งเหมือนคณะกรรมการตุลาการของคณะองคมนตรีอังกฤษ

เมื่อพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวมีพระราชอำนาจ เด็ดขาด หรือที่ทรงเรียกว่า “กลายเป็นตัวคอเวอร์เมนต์” แล้วบทบาทและหน้าที่ของสภาที่ปรึกษาราชการแผ่นดินก็หมดไป จึงโปรดเกล้าฯ ให้ยกเลิกพระราชบัญญัติเคาน์ซิลออฟสเตท จ.ศ. ๑๒๓๖ (พุทธศักราช ๒๔๑๗) ในปีพุทธศักราช ๒๔๓๗ ส่วนปรีวี เคาน์ซิล หรือสภาที่ปรึกษาในพระองค์ก็ลดบทบาทจากที่ปรึกษาลง คงทำหน้าที่ตรวจชำระความฎีกามาโดยตลอด และมีสมาชิกเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ จนต้นรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวก็ได้มีที่ปรึกษาในพระองค์ถึง ๒๒๗ คน และกลายเป็นสภาที่ใหญ่มากจนไม่สามารถประชุมปรึกษากันได้อย่างแท้จริง

ดังนั้น ในปีพุทธศักราช ๒๔๗๐ พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวจึงได้โปรดเกล้าฯ ให้ยกเลิกพระราชบัญญัติปรีวี เคาน์ซิล คือ ที่ปรึกษาในพระองค์ จุลศักราช ๑๒๓๖ และโปรดเกล้าฯ ให้ใช้พระราชบัญญัติองคมนตรี พุทธศักราช ๒๔๗๐ แทน คำว่า “องคมนตรี” จึงใช้แทนคำว่า “ที่ปรึกษาในพระองค์” มาตั้งแต่บัดนั้น

ตามพระราชบัญญัติองคมนตรีนี้ พระมหากษัตริย์จะโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง ผู้ทรงคุณวุฒิที่มีความสามารถในราชการแผ่นดินเป็นองคมนตรี มีวาระดำรงตำแหน่งจนพระมหากษัตริย์ผู้ทรงแต่งตั้งสวรรคตและอยู่ต่อได้อีก ๖ เดือน และทรงคัดเลือกกรรมการที่มีคุณวุฒิ มีความสามารถด้านต่างๆ จำนวน ๔๐ คน เป็นสภากรรมการขององคมนตรี โดยมีพระราชประสงค์ที่จะฝึกฝนและเตรียมการมีรัฐสภาในโอกาสต่อๆ ไป สภากรรมการองคมนตรีนี้มีหน้าที่คล้ายสภานิติบัญญัติคือ พิจารณาร่างกฎหมายต่างๆ อาทิ กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ เป็นต้น พึงสังเกตว่าสภากรรมการองคมนตรีในรัชสมัยนี้ทำหน้าที่คล้ายสภาที่ปรึกษาราชการแผ่นดิน (เคาน์ซิลออฟสเตท) ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว อย่างไรก็ตามพระราชบัญญัติองคมนตรี พ.ศ. ๒๔๗๐ ก็ได้ถูกยกเลิกหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง





Posted Image

สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนีทรงกล่าวปฏิญาณพระองค์ต่อรัฐสภาเพื่อทรงทำหน้าที่ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์




คณะองคมนตรีในระบอบประชาธิปไตยไทย

ตั้งแต่เกิดการเปลี่ยนแปลงการปกครองเป็นต้นมา ก็ไม่ปรากฏว่า มีคณะองคมนตรีในรัฐธรรมนูญหลังเปลี่ยนแปลงการปกครองจนกระทั่งในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช ๒๔๙๐ จึงได้มีบัญญัติไว้ในมาตรา ๙ ว่า “พระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้งอภิรัฐมนตรีเป็นตำแหน่งสำหรับถวายคำปรึกษาในราชการแผ่นดิน”

อย่างไรก็ตาม รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๔๙๒ เป็นรัฐธรรมนูญฉบับแรกในยุคประชาธิปไตย ที่บัญญัติให้พระมหากษัตริย์ทรงเลือกและแต่งตั้ง ผู้ทรงคุณวุฒิเป็นประธานองคมนตรีคนหนึ่ง และองคมนตรีคนอื่นอีกไม่เกินแปดคนเป็นคณะองคมนตรีมีหน้าที่ถวายความเห็นต่อพระมหากษัตริย์ในพระราชกรณียกิจทั้งปวงที่ทรงปรึกษา และมีหน้าที่อื่นตามที่รัฐธรรมนูญกำหนด นับแต่นั้นเป็นต้นมา สถาบัน คณะองคมนตรี” ก็เป็นสถาบันที่รัฐธรรมนูญฉบับต่อๆ มาได้บัญญัติรองรับเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน



๑. คณะองคมนตรีตามรัฐธรรมนูญปัจจุบัน

รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยฉบับปัจจุบัน บัญญัติให้พระมหากษัตริย์ทรงเลือก และแต่งตั้งผู้ทรงคุณวุฒิเป็นประธานองคมนตรีคนหนึ่งและมีองคมนตรีอื่นอีกไม่เกินสิบแปดคน ทั้งนี้การทรงเลือกและทรงแต่งตั้ง หรือทรงให้ประธานองคมนตรีหรือองคมนตรีพ้นจากตำแหน่ง เป็นพระราชอำนาจที่ทรงใช้ได้ตามพระราชอัธยาศัยโดยไม่ต้องรับการถวายคำแนะนำจากผู้ใด โดยรัฐธรรมนูญกำหนดให้ประธานรัฐสภาลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ แต่งตั้งหรือให้ประธานองคมนตรีพ้นจากตำแหน่ง และให้ประธานองคมนตรีลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ แต่งตั้งหรือให้องคมนตรีอื่นพ้นจากตำแหน่ง โดยผู้มีหน้าที่ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการไม่อาจใช้ดุลยพินิจเป็นอื่นได้

เพื่อให้การทำหน้าที่เป็นไปอย่างเหมาะสมรัฐธรรมนูญจึงไม่ได้กำหนดคุณสมบัติใดๆ ของผู้เป็นประธานองค มนตรีหรือองคมนตรีไว้ นอกจากความเป็น “ผู้ทรงคุณวุฒิ ซึ่งสุดแต่พระราชอัธยาศัย แต่รัฐธรรมนูญได้วางบทกำหนดลักษณะต้องห้ามขององคมนตรีไว้ ๒ ลักษณะ ลักษณะแรกคือ ต้องไม่ดำรงตำแหน่งในองค์กรตามรัฐธรรมนูญ เช่น ตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา กรรมการการเลือกตั้ง ผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภา กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญตุลาการศาลปกครอง กรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ กรรมการตรวจเงินเผ่นดิน และต้องไม่ดำรงตำแหน่งประจำต่างๆ รวมทั้งต้องไม่เป็นข้าราชการ พนักงานรัฐวิสาหกิจ เจ้าหน้าที่อื่นของรัฐ เช่น กำนันหรือผู้ใหญ่บ้าน เป็นต้น ลักษณะที่สองคือ ต้องไม่ยุ่งเกี่ยวกับการเมือง รัฐธรรมนูญจึงห้าม องคมนตรีเป็นสมาชิกหรือเจ้าหน้าที่พรรคการเมืองหรือกระทำการ หรือแสดงการฝักใฝ่พรรคการเมืองใดๆ




๒. อำนาจหน้าทีของคณะองคมนตรี

รัฐธรรมนูญวางหลักเกณฑ์ทั่วไปว่า คณะองคมนตรีมีหน้าที่ถวายความเห็นต่อพระมหากษัตริย์ในพระราชกรณียกิจทั้งปวงที่พระมหากษัตริย์ทรงปรึกษา ซึ่งหมายความว่า หากพระมหากษัตริย์ไม่ทรงปรึกษา หรือทรงปรึกษาแล้วแต่ไม่ทรงเห็นด้วยกับความเห็นของคณะองคมนตรีก็ถือเป็นพระราชอำนาจเด็ดขาด ในรัชกาลปัจจุบัน ตามธรรมเนียมและประเพณีการปกครองเรื่องต่างๆ ที่รัฐบาลกราบบังคมทูลถวายคำแนะนำผ่านราชเลขาธิการขึ้นไป ก่อนนำความขึ้นกราบบังคมทูล ราชเลขาธิการมักจะส่งเรื่องนั้นๆ ให้คณะองคมนตรีตรวจพิจารณาเพื่อถวายความเห็นก่อน อาทิ ร่างกฎหมายทั้งหลาย ร่างพระราชกฤษฎีกา ตลอดจนร่างพระบรมราชโองการอันเกี่ยวกับราชการแผ่นดิน เช่น การแต่งตั้งข้าราชการฝ่ายทหาร หรือพลเรือนระดับอธิบดีขึ้นไป รวมทั้งการพิจารณาฎีกาขอพระราชทานอภัยโทษของนักโทษทั้งหลายด้วย นอกจากเรื่องที่ต้องกราบบังคมทูลตามรัฐธรรมนูญหรือกฎหมายแล้ว ยังอาจโปรดเกล้าฯ ให้องคมนตรีรับผิดชอบราชการ อันเป็นพระราชกรณียกิจอื่นก็ได้ เช่น อาจทรงมอบหมายให้องคมนตรีรับผิดชอบโครงการตามพระราชประสงค์หรือพระราชดำริ เป็นต้น

นอกจากนั้น รัฐธรรมนูญยังกำหนดหน้าที่ของประธานองคมนตรีและองคมนตรีไว้เป็นการเฉพาะอีกหลายประการ คือ

๑) การแต่งตั้งผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์

รัฐธรรมนูญได้กำหนดให้พระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้งผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ เมื่อจะไม่ประทับอยู่ในราชอาญาจักร หรือจะทรงบริหารพระราชภาระไม่ได้ด้วยเหตุใดๆ อาทิ ทรงพระประชวรเป็นเวลานานๆ หรือทรงพระผนวชและกำหนดไว้ว่า หากพระมหากษัตริย์ไม่ทรงแต่งตั้งผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ หรือไม่สามารถทรงแต่งตั้งได้ไม่ว่าด้วยเหตุใด ให้คณะองคมนตรีเสนอชื่อบุคคลผู้สมควรดารงตำแหน่งผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ต่อที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภาเพื่อขอความเห็นชอบ และในระหว่างที่ยังไม่มี ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ก็ให้ประธานองคมนตรีทำหน้าที่ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์เป็นการชั่วคราวในช่วงเวลาสั้นๆ ระหว่างรอการแต่งตั้งผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์แม้จะมีการแต่งตั้งผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์แล้วแต่ถ้าผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์นั้นไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ ก็ให้ประธานองคมนตรีทำหน้าที่ดังกล่าวเป็นการชั่วคราวด้วย ในกรณีที่ประธานองคมนตรีต้องทำหน้าที่ ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ตามรัฐธรรมนูญนี้ คณะองคมนตรีต้องเลือกองคมนตรีคนหนึ่งขึ้นทำหน้าที่ประธานองคมนตรีแทนเป็นการชั่วคราว เพราะรัฐธรรมนูญห้ามมิให้ประธานองคมนตรีที่ทำหน้าที่ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ มาปฏิบัติหน้าที่ประธานองคมนตรีไปพร้อมๆ กัน

นอกจากนั้น ในกรณีที่ราชบัลลังก์ว่างลงและยังไม่มีการประกาศอัญเชิญพระรัชทายาทหรือองค์ผู้สืบราชสันตติวงศ์ขึ้นครองราชย์เป็นพระมหากษัตริย์ รัฐธรรมนูญก็กำหนดให้ประธานองคมนตรีทำหน้าที่ผู้สำเร็จราชการ แทนพระองค์เป็นการชั่วคราว จนกว่าจะมีการอัญเชิญพระรัชทายาท หรือองค์ผู้สืบราชสันตติวงศ์ขึ้นครองราชย์เป็นพระมหากษัตริย์


๒) การแก้ไขเพิ่มเติมกฎมณเฑียรบาลว่าด้วยการสืบราชสันตติวงศ์

พระมหากษัตริย์ทรงไว้ซึ่งพระราชอำนาจตามรัฐธรรมนูญที่จะทรงแก้ไขกฎมณเฑียรบาลว่าด้วยการสืบราชสันตติวงศ์ พระพุทธศักราช ๒๔๖๗ โดยเฉพาะ ในกรณีนี้ รัฐธรรมนูญกำหนดให้เป็นหน้าที่ของคณะองคมนตรีจัดทำร่างกฎมณเฑียรบาลดังกล่าวขึ้นตามพระราชดำริเพื่อทูลเกล้าฯ ให้ทรงลงพระปรมาภิไธย เมื่อทรงเห็นชอบและลงพระปรมาภิไธยแล้ว ประธานรัฐสภาก็มีหน้าที่ต้องลงนามรับสนองพระบรมราชโองการตามที่ประธานองคมนตรีแจ้งไป และเมื่อแจ้งให้ที่ประชุมร่วมรัฐสภาทราบพร้อมทั้งประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้ว ก็ให้ใช้บังคับเป็นกฎหมายได้ พึงสังเกตว่า ทั้งคณะองคมนตรีรัฐสภา และประธานรัฐสภา จะใช้ดุลยพินิจใดๆ ในการนี้ไม่ได้เลย ต้องดำเนินการตามพระราชดำริของพระมหากษัตรีย์เท่านั้น


๓) การเป็นพระนามผู้สืบราชสันตติวงศ์ขึ้นครองราชย์เป็นพระมหากษัตริย์

ในกรณีที่ราชบัลลังก์ว่างลง และพระมหากษัตริย์มิได้ทรงแต่งตั้งพระรัชทายาทไว้ คุณองคมนตรีมีหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญที่จะเสนอพระนามผู้สืบราชสันตติวงศ์ตามกฎมณเฑียรบาลว่าด้วยการสืบราชสันตติวงศ์ พระพุทธศักราช๒๔๖๗ ต่อคณะรัฐมนตรี เพื่อเสนอให้ที่ประชุมร่วมของรัฐสภาให้ความเห็นชอบ ในกรณีนี้ จะเสนอพระนามพระราชธิดาก็ได้ แต่ต้องเป็นไปตามกฎมณเฑียรบาลฉบับดังกล่าว เมื่อรัฐสภาให้ความเห็นชอบแล้ว ประธานรัฐสภาก็มีหน้าที่อัญเชิญองค์ผู้สืบราชสันตติวงศ์ขึ้นครองราชย์เป็นพระมหากษัตริย์ และประกาศให้ประชาชนทราบ



อนึ่ง หากราชบัลลังก์ว่างลงโดยพระมหากษัตริย์ได้ทรง แต่งตั้งพระรัชทายาทไว้แล้วรัฐธรรมนูญ กำหนดให้เป็นหน้าที่ของ คณะรัฐมนตรีที่จะแจ้งให้ประธานรัฐสภาทราบ เพื่อเรียกประชุมให้รัฐสภารับทราบร่วมกัน และให้ประธานรัฐสภาอัญเชิญพระรัชทายาทขึ้นครองราชย์เป็นพระมหากษัตริย์แล้วจึงประกาศให้ประชาชนทราบ


:lol:

user posted image


กรุณานำรูปออกพร้อมเครดิตค่ะ บ้านคุณพลอย & คุณใหม่ @popcornfor2.com


Link บ้านเก่าค่ะ





3 user(s) are reading this topic

0 members, 3 guests, 0 anonymous users